กลับหน้าแรก / Main Menu

 

1 พงศ์กษัตริย์ 8 / 1 Kings 8

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22]

หีบพันธสัญญาและสง่าราศีของพระเจ้าในพระวิหาร (2 พศด 5:2-14)
8:1 แล้วซาโลมอนทรงเรียกประชุมพวกผู้อาวุโสแห่งอิสราเอล และบรรดาหัวหน้าของเผ่าต่าง ๆ คือประมุขของบรรพบุรุษชนชาติอิสราเอล ต่อพระพักตร์ของกษัตริย์ซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อเขาทั้งหลายจะอัญเชิญหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ขึ้นมาจากนครของดาวิด คือเมืองศิโยน

The Ark and the Glory of God in the Temple (2 Chr. 5:2-14)
8:1 Then Solomon assembled the elders of Israel, and all the heads of the tribes, the chief of the fathers of the children of Israel, unto king Solomon in Jerusalem, that they might bring up the ark of the covenant of the LORD out of the city of David, which is Zion.

8:2 และผู้ชายทั้งสิ้นของอิสราเอลจึงประชุมกันต่อพระพักตร์ของกษัตริย์ซาโลมอนในการเลี้ยงในเดือนเอธานิม ซึ่งเป็นเดือนที่เจ็ด

8:2 And all the men of Israel assembled themselves unto king Solomon at the feast in the month Ethanim, which is the seventh month.

8:3 และพวกผู้อาวุโสทั้งสิ้นของอิสราเอลได้เข้ามา และพวกปุโรหิตได้ยกหีบ

8:3 And all the elders of Israel came, and the priests took up the ark.

8:4 และเขาทั้งหลายได้อัญเชิญหีบของพระเยโฮวาห์ และพลับพลาแห่งชุมนุมชน และภาชนะอันบริสุทธิ์ทั้งสิ้นซึ่งอยู่ในพลับพลาขึ้นมา ของเหล่านี้บรรดาปุโรหิตและคนเลวีได้หามขึ้นมา

8:4 And they brought up the ark of the LORD, and the tabernacle of the congregation, and all the holy vessels that were in the tabernacle, even those did the priests and the Levites bring up.

8:5 และกษัตริย์ซาโลมอนกับชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นที่ได้ประชุมกันต่อพระพักตร์ของพระองค์ อยู่กับพระองค์ต่อหน้าหีบ ได้ถวายแกะและวัวตัวผู้มากมาย ซึ่งจะนับหรือบันทึกก็ไม่ได้เพราะว่ามีเป็นจำนวนมาก

8:5 And king Solomon, and all the congregation of Israel, that were assembled unto him, were with him before the ark, sacrificing sheep and oxen, that could not be told nor numbered for multitude.

8:6 และพวกปุโรหิตอัญเชิญหีบพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์มายังสถานที่ของหีบนั้น เข้าไปในห้องหลังสุดของพระนิเวศน์ คือในที่บริสุทธิ์ที่สุด ภายใต้ปีกของพวกเครูบนั้น

8:6 And the priests brought in the ark of the covenant of the LORD unto his place, into the oracle of the house, to the most holy place, even under the wings of the cherubims.

8:7 ด้วยว่าพวกเครูบกางปีกทั้งสองของตนออกเหนือสถานที่ของหีบ และพวกเครูบได้คลุมอยู่เหนือหีบและไม้คานหามหีบนั้น

8:7 For the cherubims spread forth their two wings over the place of the ark, and the cherubims covered the ark and the staves thereof above.

8:8 และพวกเขาเลื่อนคานหามของหีบนั้นออกบ้าง เพื่อที่จะสามารถมองเห็นปลายคานหามได้จากห้องบริสุทธิ์ซึ่งอยู่ข้างหน้าห้องหลังสุด และคานหามเหล่านั้นมองไม่เห็นจากข้างนอก และคานหามก็ยังอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้

8:8 And they drew out the staves, that the ends of the staves were seen out in the holy place before the oracle, and they were not seen without: and there they are unto this day.

8:9 ไม่มีสิ่งใดในหีบนอกจากแผ่นศิลาสองแผ่น ซึ่งโมเสสใส่ไว้ที่นั่น ณ ภูเขาโฮเรบ เมื่อพระเยโฮวาห์ทรงกระทำพันธสัญญากับชนชาติอิสราเอล เมื่อเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินแห่งอียิปต์

8:9 There was nothing in the ark save the two tables of stone, which Moses put there at Horeb, when the LORD made a covenant with the children of Israel, when they came out of the land of Egypt.

8:10 และต่อมา เมื่อพวกปุโรหิตออกมาจากที่บริสุทธิ์ที่สุด เมฆก็มาเต็มพระนิเวศน์ของพระเยโฮวาห์

8:10 And it came to pass, when the priests were come out of the holy place, that the cloud filled the house of the LORD,

8:11 จนพวกปุโรหิตยืนปรนนิบัติอยู่ไม่ได้เพราะเหตุเมฆนั้น เพราะว่าสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ได้เต็มพระนิเวศน์ของพระเยโฮวาห์แล้ว

8:11 So that the priests could not stand to minister because of the cloud: for the glory of the LORD had filled the house of the LORD.

ซาโลมอนอวยพรแก่ชุมนุมชน (2 พศด 6:1-11)
8:12 แล้วซาโลมอนตรัสว่า “พระเยโฮวาห์ได้ตรัสว่า พระองค์จะประทับในความมืดทึบ

Solomon Blesses the Congregation (2 Chr. 6:1-11)
8:12 Then spake Solomon, The LORD said that he would dwell in the thick darkness.

8:13 ข้าพระองค์ได้สร้างพระนิเวศน์อันเป็นที่ประทับสำหรับพระองค์ เป็นสถานที่ถาวรเพื่อพระองค์จะทรงสถิตอยู่เป็นนิตย์”

8:13 I have surely built thee an house to dwell in, a settled place for thee to abide in for ever.

8:14 และกษัตริย์ทรงหันพระพักตร์ของพระองค์และทรงอวยพรชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง (และชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวงก็ยืนขึ้น)

8:14 And the king turned his face about, and blessed all the congregation of Israel: (and all the congregation of Israel stood;)

8:15 และพระองค์ตรัสว่า “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ได้ทรงกระทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ตามที่ได้ตรัสไว้ด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์แก่ดาวิดราชบิดาของเราว่า

8:15 And he said, Blessed be the LORD God of Israel, which spake with his mouth unto David my father, and hath with his hand fulfilled it, saying,

8:16 ‘ตั้งแต่วันที่เราได้นำอิสราเอลชนชาติของเราออกมาจากอียิปต์ เรามิได้เลือกเมืองหนึ่งเมืองใดในเผ่าอิสราเอลทั้งสิ้นเพื่อจะสร้างนิเวศน์ เพื่อนามของเราจะอยู่ที่นั่น แต่เราได้เลือกดาวิดให้อยู่เหนืออิสราเอลชนชาติของเรา’

8:16 Since the day that I brought forth my people Israel out of Egypt, I chose no city out of all the tribes of Israel to build an house, that my name might be therein; but I chose David to be over my people Israel.

8:17 และดาวิดราชบิดาของเราได้ทรงตั้งพระทัยแล้วที่จะสร้างพระนิเวศน์สำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล

8:17 And it was in the heart of David my father to build an house for the name of the LORD God of Israel.

8:18 และพระเยโฮวาห์ได้ตรัสกับดาวิดราชบิดาของเราว่า ‘ที่เจ้าได้ตั้งใจจะสร้างนิเวศน์สำหรับนามของเรานั้น เจ้าก็ได้ทำดีอยู่แล้วในสิ่งที่อยู่ในใจของเจ้า

8:18 And the LORD said unto David my father, Whereas it was in thine heart to build an house unto my name, thou didst well that it was in thine heart.

8:19 อย่างไรก็ตาม เจ้าจะไม่สร้างนิเวศน์นั้น แต่บุตรชายของเจ้าผู้ซึ่งจะออกมาจากบั้นเอวของเจ้า เขาจะสร้างนิเวศน์เพื่อนามของเรา’

8:19 Nevertheless thou shalt not build the house; but thy son that shall come forth out of thy loins, he shall build the house unto my name.

8:20 และพระเยโฮวาห์ทรงให้พระดำรัสของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้นสำเร็จแล้ว และเราได้ขึ้นมาแทนดาวิดราชบิดาของเรา และนั่งอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอล ตามที่พระเยโฮวาห์ได้ทรงสัญญาไว้ และเราได้สร้างพระนิเวศน์สำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลแล้ว

8:20 And the LORD hath performed his word that he spake, and I am risen up in the room of David my father, and sit on the throne of Israel, as the LORD promised, and have built an house for the name of the LORD God of Israel.

8:21 และที่นั่นเราได้กำหนดสถานที่ไว้สำหรับหีบแล้ว ซึ่งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์อยู่ในหีบนั้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกเรา เมื่อพระองค์ทรงนำเขาทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินแห่งอียิปต์”

8:21 And I have set there a place for the ark, wherein is the covenant of the LORD, which he made with our fathers, when he brought them out of the land of Egypt.

คำอธิษฐานถวายพระวิหาร (2 พศด 6:12-42)
8:22 และซาโลมอนประทับยืนอยู่หน้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ต่อหน้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง และกางพระหัตถ์ของพระองค์ออกสู่ฟ้าสวรรค์

Dedication Prayer (2 Chr. 6:12-42)
8:22 And Solomon stood before the altar of the LORD in the presence of all the congregation of Israel, and spread forth his hands toward heaven:

8:23 และพระองค์ทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ไม่มีพระเจ้าองค์ใดเหมือนพระองค์ ในสวรรค์เบื้องบน หรือในแผ่นดินโลกเบื้องล่าง ผู้ทรงรักษาพันธสัญญา และทรงสำแดงความเมตตาแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของพวกเขา

8:23 And he said, LORD God of Israel, there is no God like thee, in heaven above, or on earth beneath, who keepest covenant and mercy with thy servants that walk before thee with all their heart:

8:24 ผู้ทรงรักษาบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้แก่ดาวิดราชบิดาของข้าพระองค์ ผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์ได้ตรัสด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์ และได้ทรงกระทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว ดังที่ปรากฏในวันนี้

8:24 Who hast kept with thy servant David my father that thou promisedst him: thou spakest also with thy mouth, and hast fulfilled it with thine hand, as it is this day.

8:25 ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขอทรงรักษาสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ราชบิดาของข้าพระองค์โดยตรัสว่า ‘เจ้าจะไม่ขาดชายผู้หนึ่งในสายตาของเราที่จะนั่งบนบัลลังก์แห่งอิสราเอล ถ้าเพียงลูกหลานทั้งหลายของเจ้าจะระมัดระวังในวิถีทางของเขาทั้งหลาย ที่พวกเขาจะดำเนินไปต่อหน้าเราอย่างที่เจ้าได้ดำเนินต่อหน้าเรานั้น’

8:25 Therefore now, LORD God of Israel, keep with thy servant David my father that thou promisedst him, saying, There shall not fail thee a man in my sight to sit on the throne of Israel; so that thy children take heed to their way, that they walk before me as thou hast walked before me.

8:26 และบัดนี้ โอ ข้าแต่พระเจ้าแห่งอิสราเอล ข้าพระองค์ขออ้อนวอนต่อพระองค์ ขอพระวจนะของพระองค์จงดำรงอยู่ ซึ่งพระองค์ได้ตรัสกับผู้รับใช้ของพระองค์ คือดาวิดราชบิดาของข้าพระองค์

8:26 And now, O God of Israel, let thy word, I pray thee, be verified, which thou spakest unto thy servant David my father.

8:27 แต่พระเจ้าจะทรงประทับบนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริงหรือ ดูเถิด ฟ้าสวรรค์และสวรรค์แห่งฟ้าสวรรค์ทั้งปวงยังรองรับพระองค์ไว้ไม่ได้ พระนิเวศน์ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้นจะรับพระองค์ไม่ได้ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

8:27 But will God indeed dwell on the earth? behold, the heaven and heaven of heavens cannot contain thee; how much less this house that I have builded?

8:28 แต่ขอพระองค์ทรงใส่พระทัยต่อคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และต่อคำวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐานซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์อธิษฐานต่อพระพักตร์ของพระองค์ในวันนี้

8:28 Yet have thou respect unto the prayer of thy servant, and to his supplication, O LORD my God, to hearken unto the cry and to the prayer, which thy servant prayeth before thee to day:

8:29 เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์จะเฝ้าดูอยู่เหนือพระนิเวศน์นี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน คือสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า ‘นามของเราจะอยู่ที่นั่น’ เพื่อที่พระองค์จะทรงสดับฟังคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์จะอธิษฐานตรงต่อสถานที่แห่งนี้

8:29 That thine eyes may be open toward this house night and day, even toward the place of which thou hast said, My name shall be there: that thou mayest hearken unto the prayer which thy servant shall make toward this place.

8:30 และขอพระองค์ทรงสดับฟังคำวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ และของอิสราเอลประชากรของพระองค์ เมื่อเขาทั้งหลายจะอธิษฐานตรงต่อสถานที่แห่งนี้ และขอพระองค์ทรงสดับฟังในสวรรค์อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงสดับฟังแล้ว ขอทรงโปรดยกโทษ

8:30 And hearken thou to the supplication of thy servant, and of thy people Israel, when they shall pray toward this place: and hear thou in heaven thy dwelling place: and when thou hearest, forgive.

8:31 ถ้าชายคนใดกระทำการละเมิดต่อเพื่อนบ้านของเขา และเขาจะต้องปฏิญาณตัวด้วยคำสัตย์สาบาน และเขามาปฏิญาณตัวต่อหน้าแท่นบูชาของพระองค์ในพระนิเวศน์นี้

8:31 If any man trespass against his neighbour, and an oath be laid upon him to cause him to swear, and the oath come before thine altar in this house:

8:32 ดังนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังในสวรรค์ และขอทรงกระทำและทรงพิพากษาผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ โดยทรงกล่าวโทษผู้ชั่วร้าย โดยทรงนำวิถีทางของเขาให้กลับตกบนศีรษะของตัวเขาเอง และโดยทรงประกาศความบริสุทธิ์ของผู้ชอบธรรม โดยประทานแก่เขาตามความชอบธรรมของเขา

8:32 Then hear thou in heaven, and do, and judge thy servants, condemning the wicked, to bring his way upon his head; and justifying the righteous, to give him according to his righteousness.

8:33 เมื่ออิสราเอลประชากรของพระองค์พ่ายแพ้ต่อหน้าศัตรู เพราะเหตุพวกเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์ และจะหันกลับมาหาพระองค์อีก และกล่าวยอมรับพระนามของพระองค์ และอธิษฐานและกระทำการวิงวอนต่อพระองค์ในพระนิเวศน์นี้

8:33 When thy people Israel be smitten down before the enemy, because they have sinned against thee, and shall turn again to thee, and confess thy name, and pray, and make supplication unto thee in this house:

8:34 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังในสวรรค์ และขอทรงโปรดยกโทษบาปของอิสราเอลประชากรของพระองค์ และขอทรงนำเขาทั้งหลายกลับมายังแผ่นดินซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย

8:34 Then hear thou in heaven, and forgive the sin of thy people Israel, and bring them again unto the land which thou gavest unto their fathers.

8:35 เมื่อฟ้าสวรรค์ปิดอยู่ และไม่มีฝน เพราะเหตุเขาทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ ถ้าพวกเขาอธิษฐานต่อสถานที่นี้ และกล่าวยอมรับพระนามของพระองค์ และหันกลับเสียจากความบาปของเขาทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงให้พวกเขารับความทุกข์ใจ

8:35 When heaven is shut up, and there is no rain, because they have sinned against thee; if they pray toward this place, and confess thy name, and turn from their sin, when thou afflictest them:

8:36 ดังนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังในสวรรค์ และขอทรงโปรดยกโทษบาปของผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ และของอิสราเอลประชากรของพระองค์ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีทางที่ดีแก่เขาทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาควรจะดำเนินในทางนั้น และขอทรงประทานฝนบนแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่ประชากรของพระองค์เป็นมรดกนั้น

8:36 Then hear thou in heaven, and forgive the sin of thy servants, and of thy people Israel, that thou teach them the good way wherein they should walk, and give rain upon thy land, which thou hast given to thy people for an inheritance.

8:37 ถ้ามีการกันดารอาหารในแผ่นดิน ถ้ามีโรคระบาด ข้าวม้าน รากินข้าว ตั๊กแตนวัยบิน หรือตั๊กแตนวัยคลาน ถ้าเหล่าศัตรูของพวกเขาปิดล้อมพวกเขาไว้ในนครต่าง ๆ แห่งแผ่นดินของพวกเขา จะมีภัยพิบัติอย่างใด หรือความเจ็บไข้อย่างใดก็ดี

8:37 If there be in the land famine, if there be pestilence, blasting, mildew, locust, or if there be caterpiller; if their enemy besiege them in the land of their cities; whatsoever plague, whatsoever sickness there be;

8:38 ไม่ว่าคำอธิษฐานและคำวิงวอนประการใดซึ่งคนหนึ่งคนใด หรืออิสราเอลประชากรของพระองค์ทั้งสิ้นทูลขอ ผู้ซึ่งจะสำนึกถึงเรื่องภัยพิบัติแห่งจิตใจของเขาเอง และจะกางมือของเขาสู่พระนิเวศน์นี้

8:38 What prayer and supplication soever be made by any man, or by all thy people Israel, which shall know every man the plague of his own heart, and spread forth his hands toward this house:

8:39 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังในสวรรค์ อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และขอทรงโปรดยกโทษและทรงกระทำ คือทรงประทานแก่ทุกคนตามวิถีทางทั้งสิ้นของเขา ซึ่งพระองค์ทรงทราบจิตใจของเขา (เพราะพระองค์คือพระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบจิตใจแห่งบุตรทั้งหลายของมนุษย์)

8:39 Then hear thou in heaven thy dwelling place, and forgive, and do, and give to every man according to his ways, whose heart thou knowest; (for thou, even thou only, knowest the hearts of all the children of men;)

8:40 เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้เกรงกลัวพระองค์ตลอดวันเวลาที่เขาทั้งหลายอาศัยอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย

8:40 That they may fear thee all the days that they live in the land which thou gavest unto our fathers.

8:41 ยิ่งกว่านั้นอีกเกี่ยวกับคนต่างชาติ ผู้ซึ่งไม่ใช่อิสราเอลประชากรของพระองค์ แต่มาจากประเทศที่ห่างไกล เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์

8:41 Moreover concerning a stranger, that is not of thy people Israel, but cometh out of a far country for thy name's sake;

8:42 (เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ยินถึงพระนามใหญ่ยิ่งของพระองค์ และถึงพระหัตถ์อันมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ และถึงพระกรที่เหยียดออกของพระองค์) เมื่อเขาจะมาและอธิษฐานตรงต่อพระนิเวศน์นี้

8:42 (For they shall hear of thy great name, and of thy strong hand, and of thy stretched out arm;) when he shall come and pray toward this house;

8:43 ขอพระองค์ทรงสดับฟังในสวรรค์ อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และขอทรงกระทำตามทุกสิ่งซึ่งคนต่างชาติได้ทูลขอต่อพระองค์ เพื่อว่าชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์ คือเกรงกลัวพระองค์ตามที่อิสราเอลประชากรของพระองค์เกรงกลัวพระองค์อยู่นั้น และเพื่อเขาทั้งหลายจะทราบว่า พระนิเวศน์นี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้ได้เรียกกันตามพระนามของพระองค์

8:43 Hear thou in heaven thy dwelling place, and do according to all that the stranger calleth to thee for: that all people of the earth may know thy name, to fear thee, as do thy people Israel; and that they may know that this house, which I have builded, is called by thy name.

8:44 ถ้าประชากรของพระองค์ออกไปทำสงครามต่อสู้ศัตรูของเขาทั้งหลาย จะเป็นโดยทางใด ๆ ที่พระองค์ทรงใช้พวกเขาออกไปก็ตาม และเขาทั้งหลายจะอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ตรงต่อนครซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้ และตรงต่อพระนิเวศน์ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้สำหรับพระนามของพระองค์

8:44 If thy people go out to battle against their enemy, whithersoever thou shalt send them, and shall pray unto the LORD toward the city which thou hast chosen, and toward the house that I have built for thy name:

8:45 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานของเขาทั้งหลายและคำวิงวอนของพวกเขาในสวรรค์ และขอทรงรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของพวกเขาให้คงอยู่

8:45 Then hear thou in heaven their prayer and their supplication, and maintain their cause.

8:46 ถ้าเขาทั้งหลายทำบาปต่อพระองค์ (เพราะไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่ทำบาป) และพระองค์ทรงกริ้วต่อพวกเขา และทรงมอบเขาทั้งหลายไว้กับศัตรู เพื่อศัตรูจะนำพวกเขาไปเป็นเชลยยังแผ่นดินของศัตรูนั้น ไม่ว่าใกล้หรือไกล

8:46 If they sin against thee, (for there is no man that sinneth not,) and thou be angry with them, and deliver them to the enemy, so that they carry them away captives unto the land of the enemy, far or near;

8:47 แต่ถ้าเขาทั้งหลายสำนึกตัวในแผ่นดินซึ่งพวกเขาถูกนำไปเป็นเชลยและได้กลับใจ และได้ทูลวิงวอนต่อพระองค์ในแผ่นดินของผู้ซึ่งนำเขาทั้งหลายไปเป็นเชลย ทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป และได้ประพฤติอย่างชั่วช้า พวกข้าพระองค์ได้กระทำความชั่วร้าย’

8:47 Yet if they shall bethink themselves in the land whither they were carried captives, and repent, and make supplication unto thee in the land of them that carried them captives, saying, We have sinned, and have done perversely, we have committed wickedness;

8:48 ดังนั้นแล้ว ได้หันกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของพวกเขาในแผ่นดินแห่งบรรดาศัตรูของเขาทั้งหลาย ผู้ซึ่งนำพวกเขาไปเป็นเชลย และอธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อแผ่นดินของเขาทั้งหลาย ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของพวกเขา คือนครซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้ และพระนิเวศน์ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์

8:48 And so return unto thee with all their heart, and with all their soul, in the land of their enemies, which led them away captive, and pray unto thee toward their land, which thou gavest unto their fathers, the city which thou hast chosen, and the house which I have built for thy name:

8:49 ดังนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเขาทั้งหลายในสวรรค์ อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และขอทรงรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของพวกเขาให้คงอยู่

8:49 Then hear thou their prayer and their supplication in heaven thy dwelling place, and maintain their cause,

8:50 และขอทรงโปรดยกโทษประชากรของพระองค์ผู้ได้ทำบาปต่อพระองค์ และต่อการละเมิดทั้งหลายของพวกเขา ซึ่งเขาทั้งหลายได้ละเมิดต่อพระองค์ และขอให้พวกเขาเป็นที่เมตตาของคนเหล่านั้นที่จับเขาทั้งหลายไปเป็นเชลย เพื่อพวกเขาจะได้รับความเมตตาจากคนเหล่านั้น

8:50 And forgive thy people that have sinned against thee, and all their transgressions wherein they have transgressed against thee, and give them compassion before them who carried them captive, that they may have compassion on them:

8:51 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นประชากรของพระองค์ และเป็นมรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำออกมาจากอียิปต์ จากท่ามกลางเตาหลอมเหล็ก

8:51 For they be thy people, and thine inheritance, which thou broughtest forth out of Egypt, from the midst of the furnace of iron:

8:52 เพื่อพระเนตรของพระองค์เฝ้าดูต่อคำวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ และต่อคำวิงวอนของอิสราเอลประชากรของพระองค์ เพื่อจะทรงสดับฟังบรรดาเรื่องที่เขาทั้งหลายขอร้องต่อพระองค์

8:52 That thine eyes may be open unto the supplication of thy servant, and unto the supplication of thy people Israel, to hearken unto them in all that they call for unto thee.

8:53 เพราะพระองค์ทรงแยกพวกเขาออกจากท่ามกลางชนชาติทั้งหลายของแผ่นดินโลก เพื่อให้เป็นมรดกของพระองค์ ตามซึ่งพระองค์ตรัสโดยมือของโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ โอ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้า ในเมื่อพระองค์ทรงนำบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายออกมาจากอียิปต์”

8:53 For thou didst separate them from among all the people of the earth, to be thine inheritance, as thou spakest by the hand of Moses thy servant, when thou broughtest our fathers out of Egypt, O Lord GOD.

ซาโลมอนกระตุ้นเตือนและอวยพรประชากร
8:54 และต่อมา เมื่อซาโลมอนทรงจบคำอธิษฐานและคำวิงวอนทั้งสิ้นนี้ต่อพระเยโฮวาห์แล้ว พระองค์ทรงลุกขึ้นจากหน้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ ที่ซึ่งทรงคุกเข่าของพระองค์ลงพร้อมกับกางพระหัตถ์ของพระองค์สู่ฟ้าสวรรค์

Solomon's Exhortation and Blessing
8:54 And it was so, that when Solomon had made an end of praying all this prayer and supplication unto the LORD, he arose from before the altar of the LORD, from kneeling on his knees with his hands spread up to heaven.

8:55 และพระองค์ทรงประทับยืน และทรงอวยพรชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นด้วยเสียงดัง ตรัสว่า

8:55 And he stood, and blessed all the congregation of Israel with a loud voice, saying,

8:56 “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์ ผู้ทรงพระราชทานการหยุดพักแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์ ตามซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้ทุกประการ พระสัญญาอันดีทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงสัญญาโดยมือของโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์นั้นไม่ล้มเหลวสักคำเดียว

8:56 Blessed be the LORD, that hath given rest unto his people Israel, according to all that he promised: there hath not failed one word of all his good promise, which he promised by the hand of Moses his servant.

8:57 ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายทรงสถิตอยู่กับพวกเราตามที่พระองค์ได้สถิตอยู่กับบรรพบุรุษของเราทั้งหลาย ขอพระองค์อย่าทรงละพวกเราหรือทอดทิ้งเราทั้งหลายเสีย

8:57 The LORD our God be with us, as he was with our fathers: let him not leave us, nor forsake us:

8:58 เพื่อพระองค์จะทรงโน้มจิตใจของเราทั้งหลายให้มาหาพระองค์ เพื่อจะดำเนินในทางทั้งสิ้นของพระองค์ และเพื่อจะรักษาบรรดาพระบัญญัติของพระองค์ กฎเกณฑ์ของพระองค์ และคำตัดสินของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญญัติไว้แก่บรรพบุรุษของพวกเรา

8:58 That he may incline our hearts unto him, to walk in all his ways, and to keep his commandments, and his statutes, and his judgments, which he commanded our fathers.

8:59 และขอให้ถ้อยคำเหล่านี้ของเรา ซึ่งเราได้วิงวอนขอต่อพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์ ให้อยู่ใกล้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเราทั้งวันและคืน เพื่อพระองค์จะทรงรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของผู้รับใช้ของพระองค์ และรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของอิสราเอลประชากรของพระองค์ตลอดไป ตามความต้องการของสิทธิ์อันชอบธรรมนั้น

8:59 And let these my words, wherewith I have made supplication before the LORD, be nigh unto the LORD our God day and night, that he maintain the cause of his servant, and the cause of his people Israel at all times, as the matter shall require:

8:60 เพื่อบรรดาชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะทราบว่า พระเยโฮวาห์นั้นทรงเป็นพระเจ้า และไม่มีองค์อื่นเลย

8:60 That all the people of the earth may know that the LORD is God, and that there is none else.

8:61 เพราะฉะนั้น ขอให้จิตใจของท่านทั้งหลายดีพร้อมต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเรา ณ วันนี้ เพื่อจะดำเนินอยู่ในบรรดากฎเกณฑ์ของพระองค์ และเพื่อจะรักษาพระบัญญัติทั้งหลายของพระองค์”

8:61 Let your heart therefore be perfect with the LORD our God, to walk in his statutes, and to keep his commandments, as at this day.

การถวายเครื่องสัตวบูชาและการฉลองเทศกาล (2 พศด 7:4-10)
8:62 และกษัตริย์กับคนอิสราเอลทั้งปวงที่อยู่กับพระองค์ได้ถวายเครื่องสัตวบูชาต่อพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์

Sacrifice and Feasting (2 Chr. 7:4-10)
8:62 And the king, and all Israel with him, offered sacrifice before the LORD.

8:63 และซาโลมอนทรงถวายเครื่องสันติบูชา ซึ่งพระองค์ทรงถวายแด่พระเยโฮวาห์ คือวัวตัวผู้สองหมื่นสองพันตัว และแกะหนึ่งแสนสองหมื่นตัว ดังนี้แหละกษัตริย์และชนชาติอิสราเอลทั้งปวงได้มอบถวายพระนิเวศน์ของพระเยโฮวาห์

8:63 And Solomon offered a sacrifice of peace offerings, which he offered unto the LORD, two and twenty thousand oxen, and an hundred and twenty thousand sheep. So the king and all the children of Israel dedicated the house of the LORD.

8:64 ในวันเดียวกันนั้น กษัตริย์ทรงทำพิธีชำระส่วนกลางของลาน ซึ่งอยู่ข้างหน้าพระนิเวศน์ของพระเยโฮวาห์ เพราะว่าที่นั่นพระองค์ทรงถวายบรรดาเครื่องเผาบูชา เครื่องธัญญบูชา และส่วนไขมันของเครื่องสันติบูชา เพราะว่าแท่นทองเหลืองซึ่งอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์นั้นเล็กเกินไปที่จะรับเครื่องเผาบูชา เครื่องธัญญบูชา และส่วนไขมันของเครื่องสันติบูชา

8:64 The same day did the king hallow the middle of the court that was before the house of the LORD: for there he offered burnt offerings, and meat offerings, and the fat of the peace offerings: because the brasen altar that was before the LORD was too little to receive the burnt offerings, and meat offerings, and the fat of the peace offerings.

8:65 และในเวลานั้น ซาโลมอนจึงทรงฉลองเทศกาลพร้อมกับอิสราเอลทั้งปวง เป็นชุมนุมชนใหญ่ยิ่งนัก ตั้งแต่ทางเข้าเมืองฮามัทจนถึงแม่น้ำแห่งอียิปต์ ต่อพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเรา เป็นเวลาเจ็ดวันและอีกเจ็ดวัน คือสิบสี่วัน

8:65 And at that time Solomon held a feast, and all Israel with him, a great congregation, from the entering in of Hamath unto the river of Egypt, before the LORD our God, seven days and seven days, even fourteen days.

8:66 ในวันที่แปดพระองค์ทรงให้ประชากรกลับ และเขาทั้งหลายได้ถวายพระพรแด่กษัตริย์ และกลับไปยังเต็นท์ของตนด้วยจิตใจชื่นบานและยินดี เนื่องด้วยความดีทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงกระทำแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ และแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์

8:66 On the eighth day he sent the people away: and they blessed the king, and went unto their tents joyful and glad of heart for all the goodness that the LORD had done for David his servant, and for Israel his people.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope