กลับหน้าแรก / Main Menu

 

2 พงศาวดาร 6 / 2 Chronicles 6

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28] [29] [30] [31] [32] [33] [34] [35] [36]

ซาโลมอนทรงกล่าวกับชุมนุมชน (1 พกษ 8:12-21)
6:1 แล้วซาโลมอนตรัสว่า “พระเยโฮวาห์ได้ตรัสว่า พระองค์จะประทับในความมืดทึบ

Solomon Addresses the Congregation (1 Kin. 8:12-21)
6:1 Then said Solomon, The LORD hath said that he would dwell in the thick darkness.

6:2 แต่ข้าพระองค์ได้สร้างพระนิเวศน์อันเป็นที่ประทับสำหรับพระองค์ และเป็นสถานที่เพื่อพระองค์จะทรงสถิตอยู่เป็นนิตย์”

6:2 But I have built an house of habitation for thee, and a place for thy dwelling for ever.

6:3 และกษัตริย์ทรงหันพระพักตร์ของพระองค์ และทรงอวยพรชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง และชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวงก็ยืนขึ้น

6:3 And the king turned his face, and blessed the whole congregation of Israel: and all the congregation of Israel stood.

6:4 และพระองค์ตรัสว่า “สาธุการแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ได้ทรงกระทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์แก่ดาวิดราชบิดาของเราว่า

6:4 And he said, Blessed be the LORD God of Israel, who hath with his hands fulfilled that which he spake with his mouth to my father David, saying,

6:5 ‘ตั้งแต่วันที่เราได้นำประชากรของเราออกมาจากแผ่นดินแห่งอียิปต์ เรามิได้เลือกเมืองหนึ่งเมืองใดในเผ่าอิสราเอลทั้งสิ้น เพื่อจะสร้างนิเวศน์ เพื่อนามของเราจะอยู่ที่นั่น ทั้งเรามิได้เลือกชายคนใดให้เป็นเจ้านายเหนืออิสราเอลประชากรของเรา

6:5 Since the day that I brought forth my people out of the land of Egypt I chose no city among all the tribes of Israel to build an house in, that my name might be there; neither chose I any man to be a ruler over my people Israel:

6:6 แต่เราได้เลือกเยรูซาเล็มแล้วเพื่อนามของเราจะอยู่ที่นั่น และเราได้เลือกดาวิดแล้วให้อยู่เหนืออิสราเอลประชากรของเรา’

6:6 But I have chosen Jerusalem, that my name might be there; and have chosen David to be over my people Israel.

6:7 บัดนี้ ดาวิดราชบิดาของเราได้ทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระนิเวศน์สำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล

6:7 Now it was in the heart of David my father to build an house for the name of the LORD God of Israel.

6:8 แต่พระเยโฮวาห์ได้ตรัสกับดาวิดราชบิดาของเราว่า ‘ที่เจ้าได้ตั้งใจจะสร้างนิเวศน์สำหรับนามของเรานั้น เจ้าก็ได้ทำดีอยู่แล้วในสิ่งที่อยู่ในใจของเจ้า

6:8 But the LORD said to David my father, Forasmuch as it was in thine heart to build an house for my name, thou didst well in that it was in thine heart:

6:9 อย่างไรก็ตาม เจ้าจะไม่สร้างนิเวศน์นั้น แต่บุตรชายของเจ้าผู้ซึ่งจะออกมาจากบั้นเอวของเจ้า เขาจะสร้างนิเวศน์เพื่อนามของเรา’

6:9 Notwithstanding thou shalt not build the house; but thy son which shall come forth out of thy loins, he shall build the house for my name.

6:10 ฉะนั้น พระเยโฮวาห์ทรงให้พระดำรัสของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้นสำเร็จแล้ว เพราะเราได้ขึ้นมาแทนดาวิดราชบิดาของเรา และนั่งอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอล ตามที่พระเยโฮวาห์ได้ทรงสัญญาไว้ และเราได้สร้างพระนิเวศน์สำหรับพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลแล้ว

6:10 The LORD therefore hath performed his word that he hath spoken: for I am risen up in the room of David my father, and am set on the throne of Israel, as the LORD promised, and have built the house for the name of the LORD God of Israel.

6:11 และเราได้วางหีบไว้ในพระนิเวศน์นั้น ซึ่งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์อยู่ในหีบนั้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำไว้กับชนชาติอิสราเอล”

6:11 And in it have I put the ark, wherein is the covenant of the LORD, that he made with the children of Israel.

การอธิษฐานที่อุทิศถวายพระวิหาร (1 พกษ 8:22-53)
6:12 และพระองค์ประทับยืนอยู่หน้าแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์ต่อหน้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง และกางพระหัตถ์ของพระองค์ออก

Prayer of Dedication (1 Kin. 8:22-53)
6:12 And he stood before the altar of the LORD in the presence of all the congregation of Israel, and spread forth his hands:

6:13 เพราะซาโลมอนได้ทรงสร้างแท่นทองเหลือง ยาวห้าศอก กว้างห้าศอก และสูงสามศอก และทรงตั้งแท่นนั้นไว้กลางลาน และพระองค์ทรงประทับยืนอยู่บนแท่นนั้น และพระองค์ทรงคุกเข่าลงต่อหน้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งปวง และกางพระหัตถ์ของพระองค์ออกสู่ฟ้าสวรรค์

6:13 For Solomon had made a brasen scaffold, of five cubits long, and five cubits broad, and three cubits high, and had set it in the midst of the court: and upon it he stood, and kneeled down upon his knees before all the congregation of Israel, and spread forth his hands toward heaven,

6:14 และทูลว่า “โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ไม่มีพระเจ้าองค์ใดเหมือนพระองค์ ในฟ้าสวรรค์หรือในแผ่นดินโลก ผู้ทรงรักษาพันธสัญญา และทรงสำแดงความเมตตาแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งดำเนินอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของพวกเขา

6:14 And said, O LORD God of Israel, there is no God like thee in the heaven, nor in the earth; which keepest covenant, and shewest mercy unto thy servants, that walk before thee with all their hearts:

6:15 พระองค์ได้ทรงกระทำกับดาวิดราชบิดาของข้าพระองค์ผู้รับใช้ของพระองค์ตามบรรดาสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้แก่ท่าน และได้ตรัสด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์ และได้ทรงกระทำให้สำเร็จด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว ดังที่ปรากฏในวันนี้

6:15 Thou which hast kept with thy servant David my father that which thou hast promised him; and spakest with thy mouth, and hast fulfilled it with thine hand, as it is this day.

6:16 โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขอทรงรักษาสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ราชบิดาของข้าพระองค์โดยตรัสว่า ‘เจ้าจะไม่ขาดชายผู้หนึ่งในสายตาของเราที่จะนั่งบนบัลลังก์แห่งอิสราเอล ถ้าเพียงลูกหลานทั้งหลายของเจ้าจะระมัดระวังในวิถีทางของเขาทั้งหลาย ที่จะดำเนินตามราชบัญญัติของเราอย่างที่เจ้าได้ดำเนินต่อหน้าเรานั้น’

6:16 Now therefore, O LORD God of Israel, keep with thy servant David my father that which thou hast promised him, saying, There shall not fail thee a man in my sight to sit upon the throne of Israel; yet so that thy children take heed to their way to walk in my law, as thou hast walked before me.

6:17 ดังนั้นบัดนี้ โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ขอพระวจนะของพระองค์จงดำรงอยู่ ซึ่งพระองค์ได้ตรัสกับดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์

6:17 Now then, O LORD God of Israel, let thy word be verified, which thou hast spoken unto thy servant David.

6:18 แต่พระเจ้าจะทรงประทับกับมนุษย์บนแผ่นดินโลกอย่างแท้จริงหรือ ดูเถิด ฟ้าสวรรค์และสวรรค์แห่งฟ้าสวรรค์ทั้งปวงยังรองรับพระองค์ไว้ไม่ได้ พระนิเวศน์ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้นจะรับพระองค์ไม่ได้ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

6:18 But will God in very deed dwell with men on the earth? behold, heaven and the heaven of heavens cannot contain thee; how much less this house which I have built!

6:19 ฉะนั้น ขอทรงใส่พระทัยต่อคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และต่อคำวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐานซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์อธิษฐานต่อพระพักตร์ของพระองค์

6:19 Have respect therefore to the prayer of thy servant, and to his supplication, O LORD my God, to hearken unto the cry and the prayer which thy servant prayeth before thee:

6:20 เพื่อพระเนตรของพระองค์จะเฝ้าดูอยู่เหนือพระนิเวศน์นี้ทั้งกลางวันและกลางคืน คือสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า พระองค์จะทรงตั้งพระนามของพระองค์ไว้ที่นั่น เพื่อที่จะทรงสดับฟังคำอธิษฐานซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์อธิษฐานตรงต่อสถานที่แห่งนี้

6:20 That thine eyes may be open upon this house day and night, upon the place whereof thou hast said that thou wouldest put thy name there; to hearken unto the prayer which thy servant prayeth toward this place.

6:21 ฉะนั้น ขอทรงสดับฟังคำวิงวอนของผู้รับใช้ของพระองค์ และของอิสราเอลประชากรของพระองค์ ซึ่งเขาทั้งหลายจะอธิษฐานตรงต่อสถานที่แห่งนี้ ขอพระองค์ทรงสดับฟังจากที่ประทับของพระองค์ คือจากสวรรค์ และเมื่อพระองค์ทรงสดับฟังแล้ว ขอทรงโปรดยกโทษ

6:21 Hearken therefore unto the supplications of thy servant, and of thy people Israel, which they shall make toward this place: hear thou from thy dwelling place, even from heaven; and when thou hearest, forgive.

6:22 ถ้าชายคนใดกระทำบาปต่อเพื่อนบ้านของเขา และเขาจะต้องปฏิญาณตัวด้วยคำสัตย์สาบาน และเขามาปฏิญาณตัวต่อหน้าแท่นบูชาของพระองค์ในพระนิเวศน์นี้

6:22 If a man sin against his neighbour, and an oath be laid upon him to make him swear, and the oath come before thine altar in this house;

6:23 ดังนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังจากสวรรค์และขอทรงกระทำและทรงพิพากษาผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ โดยทรงลงโทษผู้ชั่วร้าย โดยทรงนำวิถีทางของเขาให้กลับตกบนศีรษะของตัวเขาเอง และโดยทรงประกาศความบริสุทธิ์ของผู้ชอบธรรม โดยประทานแก่เขาตามความชอบธรรมของเขา

6:23 Then hear thou from heaven, and do, and judge thy servants, by requiting the wicked, by recompensing his way upon his own head; and by justifying the righteous, by giving him according to his righteousness.

6:24 และถ้าอิสราเอลประชากรของพระองค์พ่ายแพ้ต่อหน้าศัตรู เพราะเหตุพวกเขาได้กระทำบาปต่อพระองค์ และจะหันกลับมาหาพระองค์อีก และกล่าวยอมรับพระนามของพระองค์ และอธิษฐานและกระทำการวิงวอนต่อพระพักตร์ของพระองค์ในพระนิเวศน์นี้

6:24 And if thy people Israel be put to the worse before the enemy, because they have sinned against thee; and shall return and confess thy name, and pray and make supplication before thee in this house;

6:25 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์ และขอทรงโปรดยกโทษบาปของอิสราเอลประชากรของพระองค์ และขอทรงนำเขาทั้งหลายกลับมายังแผ่นดินซึ่งพระองค์ได้พระราชทานแก่เขาทั้งหลายและแก่บรรพบุรุษของพวกเขา

6:25 Then hear thou from the heavens, and forgive the sin of thy people Israel, and bring them again unto the land which thou gavest to them and to their fathers.

6:26 เมื่อฟ้าสวรรค์ปิดอยู่ และไม่มีฝน เพราะเหตุเขาทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ แต่ถ้าพวกเขาอธิษฐานต่อสถานที่นี้ และกล่าวยอมรับพระนามของพระองค์ และหันกลับเสียจากความบาปของเขาทั้งหลาย เมื่อพระองค์ทรงให้พวกเขารับความทุกข์ใจ

6:26 When the heaven is shut up, and there is no rain, because they have sinned against thee; yet if they pray toward this place, and confess thy name, and turn from their sin, when thou dost afflict them;

6:27 ดังนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังจากสวรรค์ และขอทรงโปรดยกโทษบาปของผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ และของอิสราเอลประชากรของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้ทรงสอนวิถีทางที่ดีแก่เขาทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาควรจะดำเนินในทางนั้น และขอประทานฝนบนแผ่นดินของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่ประชากรของพระองค์เป็นมรดกนั้น

6:27 Then hear thou from heaven, and forgive the sin of thy servants, and of thy people Israel, when thou hast taught them the good way, wherein they should walk; and send rain upon thy land, which thou hast given unto thy people for an inheritance.

6:28 ถ้ามีการกันดารอาหารในแผ่นดิน ถ้ามีโรคระบาด ข้าวม้าน รากินข้าว ตั๊กแตนวัยบิน หรือตั๊กแตนวัยคลาน ถ้าเหล่าศัตรูของพวกเขาปิดล้อมพวกเขาไว้ในนครต่าง ๆ แห่งแผ่นดินของพวกเขา จะมีภัยพิบัติอย่างใด หรือความเจ็บไข้อย่างใดก็ดี

6:28 If there be dearth in the land, if there be pestilence, if there be blasting, or mildew, locusts, or caterpillers; if their enemies besiege them in the cities of their land; whatsoever sore or whatsoever sickness there be:

6:29 จากนั้น ไม่ว่าคำอธิษฐานอย่างใด หรือคำวิงวอนประการใด ซึ่งคนหนึ่งคนใด หรืออิสราเอลประชากรของพระองค์ทั้งสิ้นทูลขอ เมื่อทุกคนจะสำนึกถึงเรื่องภัยพิบัติและความทุกข์ใจของเขาเอง และจะกางมือของเขาในพระนิเวศน์นี้

6:29 Then what prayer or what supplication soever shall be made of any man, or of all thy people Israel, when every one shall know his own sore and his own grief, and shall spread forth his hands in this house:

6:30 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังจากสวรรค์ อันเป็นที่ประทับของพระองค์ และขอทรงโปรดยกโทษ และประทานแก่ทุกคนตามวิถีทางทั้งสิ้นของเขา ซึ่งพระองค์ทรงทราบจิตใจของเขา (เพราะพระองค์เท่านั้นที่ทรงทราบจิตใจแห่งบุตรทั้งหลายของมนุษย์)

6:30 Then hear thou from heaven thy dwelling place, and forgive, and render unto every man according unto all his ways, whose heart thou knowest; (for thou only knowest the hearts of the children of men:)

6:31 เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้เกรงกลัวพระองค์ เพื่อที่จะดำเนินในมรรคาทั้งปวงของพระองค์ ตลอดวันเวลาที่เขาทั้งหลายมีชีวิตอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย

6:31 That they may fear thee, to walk in thy ways, so long as they live in the land which thou gavest unto our fathers.

6:32 ยิ่งกว่านั้นอีก เกี่ยวกับคนต่างชาติ ผู้ซึ่งไม่ใช่อิสราเอลประชากรของพระองค์ แต่มาจากประเทศที่ห่างไกล เพราะเห็นแก่พระนามอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ และพระกรที่เหยียดออกของพระองค์ ถ้าพวกเขามาอธิษฐานตรงต่อพระนิเวศน์นี้

6:32 Moreover concerning the stranger, which is not of thy people Israel, but is come from a far country for thy great name's sake, and thy mighty hand, and thy stretched out arm; if they come and pray in this house;

6:33 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังจากฟ้าสวรรค์ คือจากที่ประทับของพระองค์ และขอทรงกระทำตามทุกสิ่งซึ่งคนต่างชาติได้ทูลขอต่อพระองค์ เพื่อว่าชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลกจะรู้จักพระนามของพระองค์ และเกรงกลัวพระองค์ ตามที่อิสราเอลประชากรของพระองค์เกรงกลัวพระองค์อยู่นั้น และเพื่อเขาทั้งหลายจะทราบว่า พระนิเวศน์นี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้ได้เรียกกันตามพระนามของพระองค์

6:33 Then hear thou from the heavens, even from thy dwelling place, and do according to all that the stranger calleth to thee for; that all people of the earth may know thy name, and fear thee, as doth thy people Israel, and may know that this house which I have built is called by thy name.

6:34 ถ้าประชากรของพระองค์ออกไปทำสงครามต่อสู้เหล่าศัตรูของเขาทั้งหลายโดยทางที่พระองค์จะทรงใช้พวกเขาไป และเขาทั้งหลายอธิษฐานต่อพระองค์ตรงต่อนครนี้ซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้ และตรงต่อพระนิเวศน์ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้สำหรับพระนามของพระองค์

6:34 If thy people go out to war against their enemies by the way that thou shalt send them, and they pray unto thee toward this city which thou hast chosen, and the house which I have built for thy name;

6:35 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานของเขาทั้งหลายและคำวิงวอนของพวกเขาจากฟ้าสวรรค์ และขอทรงรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของพวกเขาให้คงอยู่

6:35 Then hear thou from the heavens their prayer and their supplication, and maintain their cause.

6:36 ถ้าเขาทั้งหลายทำบาปต่อพระองค์ (เพราะไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่ทำบาป) และพระองค์ทรงกริ้วต่อพวกเขา และทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ต่อหน้าบรรดาศัตรูของพวกเขา และศัตรูเหล่านั้นนำเขาทั้งหลายไปเป็นเชลยยังแผ่นดินหนึ่งไม่ว่าไกลหรือใกล้

6:36 If they sin against thee, (for there is no man which sinneth not,) and thou be angry with them, and deliver them over before their enemies, and they carry them away captives unto a land far off or near;

6:37 แต่ถ้าเขาทั้งหลายสำนึกตัวในแผ่นดินซึ่งพวกเขาถูกนำไปเป็นเชลย และหันกลับและอธิษฐานต่อพระองค์ในแผ่นดินแห่งการเป็นเชลยของพวกเขา ทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป พวกข้าพระองค์ได้ประพฤติไม่ถูกต้องและได้กระทำความชั่วร้าย’

6:37 Yet if they bethink themselves in the land whither they are carried captive, and turn and pray unto thee in the land of their captivity, saying, We have sinned, we have done amiss, and have dealt wickedly;

6:38 ถ้าเขาทั้งหลายกลับมาหาพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของพวกเขาในแผ่นดินแห่งการเป็นเชลยของเขาทั้งหลาย ที่ซึ่งพวกศัตรูได้กวาดพวกเขาไปเป็นเชลย และอธิษฐานตรงต่อแผ่นดินของเขาทั้งหลาย ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระราชทานแก่บรรพบุรุษของพวกเขา และตรงต่อนครซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้ และตรงต่อพระนิเวศน์ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างไว้เพื่อพระนามของพระองค์

6:38 If they return to thee with all their heart and with all their soul in the land of their captivity, whither they have carried them captives, and pray toward their land, which thou gavest unto their fathers, and toward the city which thou hast chosen, and toward the house which I have built for thy name:

6:39 เมื่อนั้น ขอพระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานและคำวิงวอนของเขาทั้งหลายจากฟ้าสวรรค์ คือจากที่ประทับของพระองค์ และขอทรงรักษาสิทธิ์อันชอบธรรมของพวกเขาให้คงอยู่ และขอทรงโปรดยกโทษประชากรของพระองค์ผู้ได้ทำบาปต่อพระองค์

6:39 Then hear thou from the heavens, even from thy dwelling place, their prayer and their supplications, and maintain their cause, and forgive thy people which have sinned against thee.

6:40 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ บัดนี้ ข้าพระองค์ขอร้องพระองค์ ขอพระเนตรของพระองค์เฝ้าดูและขอพระกรรณของพระองค์สดับฟังคำอธิษฐานที่มีขึ้นในสถานที่แห่งนี้

6:40 Now, my God, let, I beseech thee, thine eyes be open, and let thine ears be attent unto the prayer that is made in this place.

6:41 โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ฉะนั้นบัดนี้ ขอทรงลุกขึ้น เสด็จเข้าไปในที่พำนักของพระองค์ ทั้งพระองค์และหีบแห่งฤทธานุภาพของพระองค์ โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ขอให้พวกปุโรหิตของพระองค์นุ่งห่มตัวด้วยความรอด และขอให้วิสุทธิชนทั้งหลายของพระองค์เปรมปรีดิ์ในความประเสริฐของพระองค์

6:41 Now therefore arise, O LORD God, into thy resting place, thou, and the ark of thy strength: let thy priests, O LORD God, be clothed with salvation, and let thy saints rejoice in goodness.

6:42 โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ขออย่าทรงหันหน้าของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้นั้นไปเสีย ขอทรงระลึกถึงความเมตตาทั้งหลายที่ทรงมีต่อดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์”

6:42 O LORD God, turn not away the face of thine anointed: remember the mercies of David thy servant.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope