กลับหน้าแรก / Main Menu

 

เนหะมีย์ 9 / Nehemiah 9

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13]

การสารภาพ การอดอาหารและการกลับใจเสียใหม่
9:1 บัดนี้ ในวันที่ยี่สิบสี่เดือนนี้ ชนชาติอิสราเอลได้ชุมนุมกันอดอาหาร นุ่งห่มผ้ากระสอบ และเอาดินใส่บนตัวเขาทั้งหลาย

Confession, Fasting and Repentance
9:1 Now in the twenty and fourth day of this month the children of Israel were assembled with fasting, and with sackclothes, and earth upon them.

9:2 และเชื้อสายของอิสราเอลได้แยกตนออกจากคนต่างชาติทั้งปวง และยืนสารภาพบาปของตน และสารภาพความชั่วช้าแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา

9:2 And the seed of Israel separated themselves from all strangers, and stood and confessed their sins, and the iniquities of their fathers.

9:3 และเขาทั้งหลายลุกขึ้นในสถานที่ของพวกเขา และอ่านในหนังสือแห่งพระราชบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเขาอยู่หนึ่งในสี่ส่วนของกลางวัน และอีกหนึ่งในสี่ส่วนพวกเขาสารภาพและนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย

9:3 And they stood up in their place, and read in the book of the law of the LORD their God one fourth part of the day; and another fourth part they confessed, and worshipped the LORD their God.

พวกปุโรหิตและคนเลวีสารภาพบาปของตน
9:4 แล้วในพวกคนเลวีที่ยืนขึ้นบนบันไดมี เยชูอา บานี ขัดมีเอล เชบานิยาห์ บุนนี เชเรบิยาห์ บานีและเคนานี และได้ร้องด้วยเสียงดังต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเขา

Confession of Priests and Levites
9:4 Then stood up upon the stairs, of the Levites, Jeshua, and Bani, Kadmiel, Shebaniah, Bunni, Sherebiah, Bani, and Chenani, and cried with a loud voice unto the LORD their God.

9:5 แล้วคนเลวี เยชูอา ขัดมีเอล บานี ฮาชับนิยาห์ เชเรบิยาห์ โฮดียาห์ เชบานิยาห์ และเปธาหิยาห์ กล่าวว่า “จงยืนขึ้นและสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายตั้งแต่นิรันดร์กาลจนนิรันดร์กาล และสาธุการแด่พระนามอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ ซึ่งยิ่งใหญ่เหนือกว่าการขอบพระคุณและการสรรเสริญทั้งปวง

9:5 Then the Levites, Jeshua, and Kadmiel, Bani, Hashabniah, Sherebiah, Hodijah, Shebaniah, and Pethahiah, said, Stand up and bless the LORD your God for ever and ever: and blessed be thy glorious name, which is exalted above all blessing and praise.

9:6 พระองค์ คือพระองค์เอง ทรงเป็นพระเยโฮวาห์องค์เดียว พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ สวรรค์แห่งฟ้าสวรรค์ทั้งปวงพร้อมกับบริวารทั้งสิ้นแห่งฟ้าสวรรค์นั้น แผ่นดินโลกและบรรดาสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินโลกนั้น ทะเลและบรรดาสิ่งที่อยู่ในทะเลนั้น และพระองค์ทรงรักษาสิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไว้ และบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ก็นมัสการพระองค์

9:6 Thou, even thou, art LORD alone; thou hast made heaven, the heaven of heavens, with all their host, the earth, and all things that are therein, the seas, and all that is therein, and thou preservest them all; and the host of heaven worshippeth thee.

9:7 พระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าผู้ได้ทรงเลือกสรรอับราม และได้ทรงนำท่านออกมาจากเมืองเออร์แห่งประเทศเคลเดีย และได้ประทานนามแก่ท่านว่าอับราฮัม

9:7 Thou art the LORD the God, who didst choose Abram, and broughtest him forth out of Ur of the Chaldees, and gavest him the name of Abraham;

9:8 และพระองค์ได้ทรงเห็นว่าใจของท่านสัตย์ซื่อต่อพระพักตร์ของพระองค์ และได้ทรงกระทำพันธสัญญากับท่าน ที่จะประทานแผ่นดินของคนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนเยบุส และคนเกอร์กาชีให้แก่ท่าน ข้าพเจ้ากล่าวว่า เพื่อจะประทานแผ่นดินนั้นแก่เชื้อสายของท่าน และได้ทรงกระทำให้คำตรัสของพระองค์สำเร็จ เพราะพระองค์ทรงชอบธรรม

9:8 And foundest his heart faithful before thee, and madest a covenant with him to give the land of the Canaanites, the Hittites, the Amorites, and the Perizzites, and the Jebusites, and the Girgashites, to give it, I say, to his seed, and hast performed thy words; for thou art righteous:

9:9 และได้ทอดพระเนตรความทุกข์ใจของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายในอียิปต์ และได้ทรงสดับฟังเสียงร้องทุกข์ของเขาทั้งหลายที่ทะเลแดง

9:9 And didst see the affliction of our fathers in Egypt, and heardest their cry by the Red sea;

9:10 และได้ทรงกระทำบรรดาหมายสำคัญและการมหัศจรรย์สู้ฟาโรห์และข้าราชการทั้งสิ้นของท่าน และต่อประชาชนทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินของท่าน เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเขาทั้งหลายได้ประพฤติอย่างหยิ่งยโสต่อบรรพบุรุษของข้าพระองค์ ดังนั้นพระนามของพระองค์จึงได้ลือไป ดังทุกวันนี้

9:10 And shewedst signs and wonders upon Pharaoh, and on all his servants, and on all the people of his land: for thou knewest that they dealt proudly against them. So didst thou get thee a name, as it is this day.

9:11 และพระองค์ได้ทรงแยกทะเลต่อหน้าเขาทั้งหลาย เพื่อพวกเขาจึงเดินข้ามไปท่ามกลางทะเลบนดินแห้ง และพระองค์ได้ทรงเหวี่ยงบรรดาผู้ที่ข่มเหงเขาทั้งหลายลงในที่ลึก ดุจเหวี่ยงหินก้อนหนึ่งลงไปในกระแสน้ำอันไหลเชี่ยว

9:11 And thou didst divide the sea before them, so that they went through the midst of the sea on the dry land; and their persecutors thou threwest into the deeps, as a stone into the mighty waters.

9:12 ยิ่งกว่านั้น พระองค์ได้ทรงนำเขาทั้งหลายในตอนกลางวันด้วยเสาเมฆ และในตอนกลางคืนด้วยเสาเพลิง เพื่อให้แสงแก่เขาทั้งหลายในทางที่พวกเขาควรจะไป

9:12 Moreover thou leddest them in the day by a cloudy pillar; and in the night by a pillar of fire, to give them light in the way wherein they should go.

9:13 พระองค์ได้เสด็จลงมาบนภูเขาซีนายด้วย และได้ตรัสกับเขาทั้งหลายจากฟ้าสวรรค์ และได้ประทานคำตัดสินอันชอบธรรม และพระราชบัญญัติที่แท้จริง กฎเกณฑ์และพระบัญญัติที่ดีแก่พวกเขา

9:13 Thou camest down also upon mount Sinai, and spakest with them from heaven, and gavest them right judgments, and true laws, good statutes and commandments:

9:14 และได้ทรงให้เขาทั้งหลายทราบถึงวันสะบาโตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และได้ทรงบัญชาข้อบังคับ กฎเกณฑ์และพระราชบัญญัติต่าง ๆ แก่พวกเขาโดยมือของโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์

9:14 And madest known unto them thy holy sabbath, and commandedst them precepts, statutes, and laws, by the hand of Moses thy servant:

9:15 และได้ประทานอาหารแก่เขาทั้งหลายจากฟ้าสวรรค์แก้ความหิวของพวกเขา และได้ทรงนำน้ำออกมาจากศิลาให้เขาทั้งหลายแก้ความกระหายของพวกเขา และได้ทรงสัญญาแก่เขาทั้งหลายว่า พวกเขาจะเข้าไปยึดแผ่นดินซึ่งพระองค์ได้ทรงปฏิญาณว่าจะประทานให้พวกเขานั้น

9:15 And gavest them bread from heaven for their hunger, and broughtest forth water for them out of the rock for their thirst, and promisedst them that they should go in to possess the land which thou hadst sworn to give them.

9:16 แต่เขาทั้งหลาย และบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายได้ประพฤติอย่างหยิ่งยโส และทำให้คอของตนแข็ง และไม่ได้ตั้งใจฟังพระบัญญัติทั้งหลายของพระองค์

9:16 But they and our fathers dealt proudly, and hardened their necks, and hearkened not to thy commandments,

9:17 และปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง ทั้งไม่เอาใจใส่ในบรรดาการมหัศจรรย์ของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำท่ามกลางเขาทั้งหลาย แต่ทำให้คอของตนแข็ง และในการกบฏของพวกเขานั้นได้แต่งตั้งหัวหน้าคนหนึ่งเพื่อจะกลับไปสู่ความเป็นทาสของพวกเขา แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพร้อมที่จะทรงให้อภัย ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและพระเมตตา ทรงกริ้วช้า และทรงมีความกรุณาใหญ่ยิ่ง และมิได้ทรงละทิ้งเขาทั้งหลาย

9:17 And refused to obey, neither were mindful of thy wonders that thou didst among them; but hardened their necks, and in their rebellion appointed a captain to return to their bondage: but thou art a God ready to pardon, gracious and merciful, slow to anger, and of great kindness, and forsookest them not.

9:18 ใช่แล้ว เมื่อเขาทั้งหลายได้สร้างรูปวัวหล่อไว้สำหรับตน และกล่าวว่า ‘นี่คือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้ทรงนำเจ้าขึ้นมาจากอียิปต์’ และได้กระทำการยั่วยุอย่างใหญ่หลวง

9:18 Yea, when they had made them a molten calf, and said, This is thy God that brought thee up out of Egypt, and had wrought great provocations;

9:19 ถึงอย่างนั้น พระองค์โดยพระกรุณาอเนกอนันต์ของพระองค์ ไม่ได้ทรงละทิ้งเขาทั้งหลายในถิ่นทุรกันดาร เสาเมฆไม่ได้พรากไปจากพวกเขาในเวลากลางวันเพื่อนำพวกเขาในทางนั้น ทั้งเสาเพลิงในเวลากลางคืนเพื่อให้แสงสว่างแก่พวกเขา และนำทางซึ่งเขาทั้งหลายควรจะไป

9:19 Yet thou in thy manifold mercies forsookest them not in the wilderness: the pillar of the cloud departed not from them by day, to lead them in the way; neither the pillar of fire by night, to shew them light, and the way wherein they should go.

9:20 พระองค์ได้ประทานพระวิญญาณอันประเสริฐของพระองค์เพื่อสั่งสอนเขาทั้งหลายด้วย และไม่ได้ทรงยับยั้งมานาของพระองค์เสียจากปากของพวกเขา และได้ประทานน้ำแก่เขาทั้งหลายสำหรับความกระหายของพวกเขา

9:20 Thou gavest also thy good spirit to instruct them, and withheldest not thy manna from their mouth, and gavest them water for their thirst.

9:21 ใช่แล้ว พระองค์ได้ทรงประคับประคองเขาทั้งหลายไว้ในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาสี่สิบปี จนพวกเขาไม่ได้ขาดสิ่งใดเลย เสื้อผ้าของเขาทั้งหลายไม่ขาดวิ่น และเท้าของพวกเขาไม่ได้บวม

9:21 Yea, forty years didst thou sustain them in the wilderness, so that they lacked nothing; their clothes waxed not old, and their feet swelled not.

9:22 ยิ่งกว่านั้น พระองค์ได้ทรงมอบราชอาณาจักรและชนชาติทั้งหลายแก่พวกเขา และทรงปันให้พวกเขาตามเขตแดน ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงได้ยึดแผ่นดินของสิโหน แผ่นดินของกษัตริย์แห่งเมืองเฮชโบน และแผ่นดินของโอกกษัตริย์แห่งเมืองบาชาน

9:22 Moreover thou gavest them kingdoms and nations, and didst divide them into corners: so they possessed the land of Sihon, and the land of the king of Heshbon, and the land of Og king of Bashan.

9:23 พระองค์ได้ทรงทวีลูกหลานของเขาทั้งหลายให้มากขึ้นดุจดวงดาวมากมายในฟ้าสวรรค์ด้วย และได้ทรงนำพวกเขาเข้าไปในแผ่นดินนั้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายว่า พวกเขาควรเข้าไปยึดมันเสีย

9:23 Their children also multipliedst thou as the stars of heaven, and broughtest them into the land, concerning which thou hadst promised to their fathers, that they should go in to possess it.

9:24 ดังนั้น ลูกหลานเหล่านั้นจึงเข้าไปและยึดแผ่นดินนั้น และพระองค์ได้ทรงปราบปรามชาวแผ่นดินนั้น คือคนคานาอันต่อหน้าพวกเขา และได้ทรงมอบคนเหล่านั้นไว้ในมือของพวกเขา พร้อมกับบรรดากษัตริย์ของคนเหล่านั้นและชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินนั้น เพื่อเขาทั้งหลายจะกระทำต่อคนเหล่านั้นตามชอบใจของพวกเขา

9:24 So the children went in and possessed the land, and thou subduedst before them the inhabitants of the land, the Canaanites, and gavest them into their hands, with their kings, and the people of the land, that they might do with them as they would.

9:25 และเขาทั้งหลายได้เข้ายึดนครต่าง ๆ ที่เข้มแข็ง และแผ่นดินอุดม และถือกรรมสิทธิ์บ้านหลายหลังซึ่งเต็มไปด้วยของดีทั้งนั้น ทั้งบ่อน้ำซึ่งขุดแล้ว บรรดาสวนองุ่น สวนมะกอก และต้นผลไม้มากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงได้กินและอิ่ม และเริ่มอ้วนพี และเขาทั้งหลายได้ปีติยินดีในความดียิ่งใหญ่ของพระองค์

9:25 And they took strong cities, and a fat land, and possessed houses full of all goods, wells digged, vineyards, and oliveyards, and fruit trees in abundance: so they did eat, and were filled, and became fat, and delighted themselves in thy great goodness.

9:26 ถึงกระนั้น เขาทั้งหลายก็ไม่เชื่อฟังและได้กบฏต่อพระองค์ และเหวี่ยงพระราชบัญญัติของพระองค์ไว้เบื้องหลังพวกเขา และได้ฆ่าพวกผู้พยากรณ์ของพระองค์ ผู้ซึ่งได้ตักเตือนพวกเขาเพื่อหันพวกเขากลับมาหาพระองค์ และเขาทั้งหลายได้กระทำการยั่วยุอย่างใหญ่หลวง

9:26 Nevertheless they were disobedient, and rebelled against thee, and cast thy law behind their backs, and slew thy prophets which testified against them to turn them to thee, and they wrought great provocations.

9:27 เหตุฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของบรรดาศัตรูของพวกเขา ผู้ซึ่งได้ก่อกวนพวกเขา และในเวลาแห่งความลำบากของพวกเขานั้น เมื่อเขาทั้งหลายได้ร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์ก็ทรงสดับฟังพวกเขาจากสวรรค์ และตามพระกรุณาอเนกอนันต์ของพระองค์ พระองค์ได้ประทานบรรดาผู้ช่วยให้รอดแก่เขาทั้งหลาย ผู้ได้ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากมือของบรรดาศัตรูของพวกเขา

9:27 Therefore thou deliveredst them into the hand of their enemies, who vexed them: and in the time of their trouble, when they cried unto thee, thou heardest them from heaven; and according to thy manifold mercies thou gavest them saviours, who saved them out of the hand of their enemies.

9:28 แต่หลังจากเขาทั้งหลายได้พักสงบแล้ว พวกเขาก็กระทำความชั่วร้ายต่อพระพักตร์ของพระองค์อีก ฉะนั้นพระองค์จึงทรงละพวกเขาไว้ในมือของบรรดาศัตรูของพวกเขา จนคนเหล่านั้นมีอำนาจครอบครองเหนือพวกเขา ถึงกระนั้นเมื่อเขาทั้งหลายหันมาและร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์ทรงสดับฟังเขาทั้งหลายจากสวรรค์ และหลายครั้งหลายหนพระองค์ได้ทรงช่วยพวกเขาให้พ้นตามพระกรุณาของพระองค์

9:28 But after they had rest, they did evil again before thee: therefore leftest thou them in the hand of their enemies, so that they had the dominion over them: yet when they returned, and cried unto thee, thou heardest them from heaven; and many times didst thou deliver them according to thy mercies;

9:29 และได้ทรงตักเตือนเขาทั้งหลาย เพื่อว่าพระองค์จะทรงนำพวกเขาให้กลับมาสู่พระราชบัญญัติของพระองค์ แต่เขาทั้งหลายก็ยังประพฤติอย่างเย่อหยิ่งอวดดี และไม่ยอมเชื่อฟังพระบัญญัติทั้งหลายของพระองค์ แต่ได้กระทำผิดบาปต่อบรรดาคำตัดสินของพระองค์ (ซึ่งถ้าคนหนึ่งคนใดกระทำตาม เขาจะดำรงชีพอยู่ได้ในพระบัญญัติเหล่านั้น) และชักบ่าหนี ทำให้คอของตนแข็งและไม่ยอมฟัง

9:29 And testifiedst against them, that thou mightest bring them again unto thy law: yet they dealt proudly, and hearkened not unto thy commandments, but sinned against thy judgments, (which if a man do, he shall live in them;) and withdrew the shoulder, and hardened their neck, and would not hear.

9:30 ถึงอย่างนั้น พระองค์ทรงอดทนกับเขาทั้งหลายอยู่หลายปี และได้ทรงตักเตือนพวกเขาด้วยพระวิญญาณของพระองค์ทางพวกผู้พยากรณ์ของพระองค์ แต่พวกเขาก็ยังไม่เงี่ยหูฟัง เพราะฉะนั้นพระองค์จึงได้ทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินเหล่านั้น

9:30 Yet many years didst thou forbear them, and testifiedst against them by thy spirit in thy prophets: yet would they not give ear: therefore gavest thou them into the hand of the people of the lands.

9:31 แต่อย่างไรก็ตาม เพราะเห็นแก่พระกรุณาอันใหญ่หลวงของพระองค์ พระองค์จึงไม่ได้ทรงผลาญเขาทั้งหลายเสียอย่างสิ้นเชิงหรือละทิ้งพวกเขาเสีย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมพระคุณและทรงพระเมตตา

9:31 Nevertheless for thy great mercies' sake thou didst not utterly consume them, nor forsake them; for thou art a gracious and merciful God.

9:32 ฉะนั้นบัดนี้ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่ง ทรงฤทธิ์เกรียงไกรและน่าเกรงกลัว ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความเมตตา ขออย่าทรงเห็นว่าความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้นนั้นเป็นแต่สิ่งเล็กน้อยต่อพระพักตร์ของพระองค์ ซึ่งได้บังเกิดขึ้นกับข้าพระองค์ทั้งหลาย กับบรรดากษัตริย์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย กับพวกประมุข พวกปุโรหิต พวกผู้พยากรณ์ บรรพบุรุษ และประชากรของพระองค์ทั้งสิ้น ตั้งแต่สมัยเหล่ากษัตริย์แห่งอัสซีเรีย จนถึงทุกวันนี้

9:32 Now therefore, our God, the great, the mighty, and the terrible God, who keepest covenant and mercy, let not all the trouble seem little before thee, that hath come upon us, on our kings, on our princes, and on our priests, and on our prophets, and on our fathers, and on all thy people, since the time of the kings of Assyria unto this day.

9:33 อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงยุติธรรมในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงกระทำอย่างถูกต้องแล้ว แต่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำอย่างชั่ว

9:33 Howbeit thou art just in all that is brought upon us; for thou hast done right, but we have done wickedly:

9:34 แล้วบรรดากษัตริย์ พวกประมุข พวกปุโรหิต หรือบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่ได้รักษาพระราชบัญญัติของพระองค์ หรือตั้งใจฟังพระบัญญัติทั้งหลายของพระองค์และบรรดาพระโอวาทของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงใช้เพื่อตักเตือนเขาทั้งหลาย

9:34 Neither have our kings, our princes, our priests, nor our fathers, kept thy law, nor hearkened unto thy commandments and thy testimonies, wherewith thou didst testify against them.

9:35 เพราะเขาทั้งหลายไม่ได้ปรนนิบัติพระองค์ในราชอาณาจักรของพวกเขา และในความดียิ่งใหญ่ของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่พวกเขา และในแผ่นดินที่ใหญ่และอุดมซึ่งพระองค์ได้ทรงยกให้แก่พวกเขา และเขาทั้งหลายไม่ได้หันกลับจากการงานชั่วต่าง ๆ ของพวกเขา

9:35 For they have not served thee in their kingdom, and in thy great goodness that thou gavest them, and in the large and fat land which thou gavest before them, neither turned they from their wicked works.

9:36 ดูเถิด วันนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นพวกผู้รับใช้ และสำหรับแผ่นดินที่พระองค์ได้ประทานแก่บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย เพื่อให้ได้รับประทานพืชผลกับของอันดีของแผ่นดินนั้น ดูเถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นพวกผู้รับใช้ในแผ่นดินนั้น

9:36 Behold, we are servants this day, and for the land that thou gavest unto our fathers to eat the fruit thereof and the good thereof, behold, we are servants in it:

9:37 และแผ่นดินนั้นทวีผลเป็นอันมากต่อบรรดากษัตริย์ผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้เหนือข้าพระองค์ทั้งหลายเพราะเหตุความผิดบาปต่าง ๆ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย เขาทั้งหลายมีอำนาจครอบครองเหนือร่างกายของข้าพระองค์ทั้งหลายด้วย และเหนือฝูงสัตว์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ตามความพอใจของพวกเขา และข้าพระองค์ทั้งหลายทุกข์ยิ่งนัก

9:37 And it yieldeth much increase unto the kings whom thou hast set over us because of our sins: also they have dominion over our bodies, and over our cattle, at their pleasure, and we are in great distress.

9:38 และเพราะเหตุสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงกระทำพันธสัญญามั่นคงและบันทึกพันธสัญญานั้นไว้ และพวกประมุข คนเลวีและพวกปุโรหิตของข้าพระองค์ทั้งหลายจึงประทับตราไว้”

9:38 And because of all this we make a sure covenant, and write it; and our princes, Levites, and priests, seal unto it.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope