กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ฮีบรู 2 / Hebrews 2

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13]

จงใส่ใจในความรอดอันยิ่งใหญ่
2:1 เหตุฉะนั้นพวกเราควรจะเอาใจใส่อย่างเอาจริงเอาจังต่อสิ่งเหล่านั้นซึ่งพวกเราได้ยินแล้ว เกรงว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดพวกเราอาจจะปล่อยสิ่งเหล่านั้นให้หลุดลอยไป

Give Heed to this Great Salvation
2:1 Therefore we ought to give the more earnest heed to the things which we have heard, lest at any time we should let them slip.

2:2 ด้วยว่าถ้าถ้อยคำซึ่งถูกกล่าวไว้โดยพวกทูตสวรรค์นั้นมั่นคง และการละเมิดกับการไม่เชื่อฟังทุกอย่างได้รับการตอบสนองอันยุติธรรมเป็นรางวัลแล้ว

2:2 For if the word spoken by angels was stedfast, and every transgression and disobedience received a just recompence of reward;

2:3 พวกเราจะรอดพ้นไปอย่างไรได้ ถ้าพวกเราละเลยความรอดอันยิ่งใหญ่เหลือเกินนั้น ซึ่งในตอนแรกได้เริ่มถูกกล่าวถึงโดยองค์พระผู้เป็นเจ้า และได้ถูกยืนยันแก่พวกเราโดยคนเหล่านั้นที่ได้ยินพระองค์

2:3 How shall we escape, if we neglect so great salvation; which at the first began to be spoken by the Lord, and was confirmed unto us by them that heard him;

2:4 พระเจ้าทรงเป็นพยานแก่คนเหล่านั้นเช่นกัน ทั้งด้วยบรรดาหมายสำคัญและการมหัศจรรย์ และด้วยการอัศจรรย์อันหลากหลาย และบรรดาของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตามพระประสงค์ของพระองค์เอง

2:4 God also bearing them witness, both with signs and wonders, and with divers miracles, and gifts of the Holy Ghost, according to his own will?

สิ่งสารพัดอยู่ใต้อำนาจของพระคริสต์
2:5 เพราะว่าพระองค์ไม่ได้ทรงมอบโลกที่จะมานั้น ซึ่งพวกเรากล่าวถึงนั้น ให้อยู่ใต้อำนาจของเหล่าทูตสวรรค์

All Things Are Under Subjection to Christ
2:5 For unto the angels hath he not put in subjection the world to come, whereof we speak.

2:6 แต่ในที่แห่งหนึ่งมีคนหนึ่งเป็นพยาน โดยกล่าวว่า ‘มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงสนพระทัยในเขา หรือบุตรมนุษย์เป็นผู้ใดซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนเขา

2:6 But one in a certain place testified, saying, What is man, that thou art mindful of him? or the son of man, that thou visitest him?

2:7 พระองค์ได้ทรงทำให้เขาต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์แต่หน่อยเดียว พระองค์ได้ประทานสง่าราศีกับเกียรติเป็นมงกุฎให้แก่เขา และได้ทรงตั้งเขาไว้ให้อยู่เหนือบรรดาผลงานแห่งพระหัตถ์ของพระองค์

2:7 Thou madest him a little lower than the angels; thou crownedst him with glory and honour, and didst set him over the works of thy hands:

2:8 พระองค์ทรงให้สิ่งทั้งปวงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาแล้ว’ ด้วยว่าในการที่พระองค์ทรงให้สิ่งทั้งปวงอยู่ใต้อำนาจของเขานั้น พระองค์ไม่เหลืออะไรเลยที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของเขา แต่ขณะนี้ พวกเรายังไม่เห็นว่าทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของเขา

2:8 Thou hast put all things in subjection under his feet. For in that he put all in subjection under him, he left nothing that is not put under him. But now we see not yet all things put under him.

ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์
2:9 แต่พวกเราก็เห็นพระเยซู ผู้ซึ่งถูกทำให้ต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์แต่หน่อยเดียว เนื่องด้วยความทุกข์ทรมานแห่งการสิ้นพระชนม์ ทรงได้รับสง่าราศีและพระเกียรติเป็นมงกุฎ เพื่อพระองค์ โดยพระคุณของพระเจ้า จะได้ทรงชิมความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน

The Suffering of Christ
2:9 But we see Jesus, who was made a little lower than the angels for the suffering of death, crowned with glory and honour; that he by the grace of God should taste death for every man.

2:10 ด้วยว่าการนั้นเหมาะสำหรับพระองค์ เพราะสิ่งสารพัดก็สำหรับพระองค์ และสิ่งสารพัดเป็นอยู่โดยพระองค์ ในการนำบุตรเป็นอันมากมาถึงสง่าราศี เพื่อทำให้ผู้ที่เป็นนายแห่งความรอดของพวกเขานั้นได้ถึงความสำเร็จโดยทางการทนทุกข์ทรมานทั้งหลาย

2:10 For it became him, for whom are all things, and by whom are all things, in bringing many sons unto glory, to make the captain of their salvation perfect through sufferings.

2:11 เพื่อว่าทั้งพระองค์ผู้ทรงชำระให้บริสุทธิ์ และคนเหล่านั้นผู้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์นั้น ทั้งสิ้นเหล่านี้ก็มาจากแหล่งเดียวกัน เพราะเหตุนั้นพระองค์จึงไม่ทรงละอายที่จะทรงเรียกเขาเหล่านั้นว่า เป็นพี่น้องกัน

2:11 For both he that sanctifieth and they who are sanctified are all of one: for which cause he is not ashamed to call them brethren,

2:12 โดยตรัสว่า ‘เราจะประกาศพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของเรา ในท่ามกลางคริสตจักรเราจะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์’

2:12 Saying, I will declare thy name unto my brethren, in the midst of the church will I sing praise unto thee.

2:13 และอีกครั้งว่า ‘เราจะให้ความไว้วางใจของเราอยู่ในพระองค์’ และอีกครั้งว่า ‘ดูเถิด ตัวเรากับบุตรทั้งหลายซึ่งพระเจ้าประทานแก่เราแล้ว’

2:13 And again, I will put my trust in him. And again, Behold I and the children which God hath given me.

พระคริสต์ทรงรับสภาพเป็นมนุษย์
2:14 เนื่องด้วยว่าบุตรทั้งหลายเป็นผู้มีส่วนในเนื้อหนังและเลือดอยู่แล้ว พระองค์เองก็ได้ทรงมีส่วนในสิ่งเดียวกันนั้นเช่นกัน เพื่อโดยทางความตายพระองค์จะได้ทรงทำลายผู้นั้นที่เคยมีอำนาจแห่งความตาย นั่นคือพญามาร

Christ Became a Man
2:14 Forasmuch then as the children are partakers of flesh and blood, he also himself likewise took part of the same; that through death he might destroy him that had the power of death, that is, the devil;

2:15 และทรงช่วยคนเหล่านั้นให้พ้น ผู้ซึ่งโดยความกลัวแห่งความตายจึงเคยอยู่ใต้อำนาจของการเป็นทาสตลอดชั่วชีวิตของตน

2:15 And deliver them who through fear of death were all their lifetime subject to bondage.

2:16 ด้วยว่าแท้จริงแล้ว พระองค์มิได้ทรงรับสภาพของพวกทูตสวรรค์ แต่พระองค์ได้ทรงรับสภาพแห่งเชื้อสายของอับราฮัม

2:16 For verily he took not on him the nature of angels; but he took on him the seed of Abraham.

2:17 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนอย่างพี่น้องของพระองค์ในทุกประการ เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิตเปี่ยมด้วยพระเมตตาและความสัตย์ซื่อในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระเจ้า เพื่อกระทำให้เกิดการคืนดีกันเพราะเหตุบาปทั้งหลายของประชาชน

2:17 Wherefore in all things it behoved him to be made like unto his brethren, that he might be a merciful and faithful high priest in things pertaining to God, to make reconciliation for the sins of the people.

2:18 ด้วยว่าในการที่พระองค์เองได้ทรงทนทุกข์ยากในการถูกทดลองนั้น พระองค์จึงทรงสามารถที่จะช่วยเหลือคนเหล่านั้นที่ถูกทดลองได้

2:18 For in that he himself hath suffered being tempted, he is able to succour them that are tempted.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope