กลับหน้าแรก / Main Menu

 

โรม 10 / Romans 10

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16]

ชนชาติอิสราเอลไม่รู้จักความชอบธรรม
10:1 พี่น้องทั้งหลาย ความปรารถนาแห่งจิตใจของข้าพเจ้าและคำอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อคนอิสราเอลนั้น คือขอให้เขาทั้งหลายรอด

Israel's Ignorance of God's Righteousness
10:1 Brethren, my heart's desire and prayer to God for Israel is, that they might be saved.

10:2 ด้วยว่าข้าพเจ้าเป็นพยานให้พวกเขาว่า พวกเขามีความกระตือรือร้นในเรื่องพระเจ้า แต่ไม่ได้เป็นตามความรู้

10:2 For I bear them record that they have a zeal of God, but not according to knowledge.

10:3 เพราะว่าพวกเขาขาดความรู้เกี่ยวกับความชอบธรรมของพระเจ้า และโดยที่พยายามจะตั้งความชอบธรรมของตนเอง จึงไม่ยอมให้พวกเขาเองอยู่ใต้อำนาจของความชอบธรรมของพระเจ้า

10:3 For they being ignorant of God's righteousness, and going about to establish their own righteousness, have not submitted themselves unto the righteousness of God.

10:4 เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของพระราชบัญญัติ สำหรับความชอบธรรมแก่ทุกคนที่เชื่อ

10:4 For Christ is the end of the law for righteousness to every one that believeth.

10:5 เพราะว่าโมเสสได้บรรยายถึงความชอบธรรมซึ่งมาโดยพระราชบัญญัติว่า ‘มนุษย์คนใดซึ่งกระทำสิ่งเหล่านั้นจะดำรงชีวิตโดยการกระทำเหล่านั้น’

10:5 For Moses describeth the righteousness which is of the law, That the man which doeth those things shall live by them.

ความรอดอันไม่คิดค่าสำหรับทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์
10:6 แต่ความชอบธรรมซึ่งมาโดยความเชื่อนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “อย่าพูดในใจของเจ้าว่า ผู้ใดจะขึ้นไปยังสวรรค์” (คือเพื่อจะนำพระคริสต์ลงมาจากเบื้องบน)

Free Salvation for All Who Will Believe on Christ
10:6 But the righteousness which is of faith speaketh on this wise, Say not in thine heart, Who shall ascend into heaven? (that is, to bring Christ down from above:)

10:7 หรือ “ผู้ใดจะลงไปยังที่ลึก” (คือเพื่อจะนำพระคริสต์ขึ้นมาจากความตายอีก)

10:7 Or, Who shall descend into the deep? (that is, to bring up Christ again from the dead.)

10:8 แต่ความชอบธรรมนั้นกล่าวว่าอะไร “ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่าน คืออยู่ในปากของท่านและอยู่ในใจของท่าน” คือถ้อยคำแห่งความเชื่อซึ่งพวกเราประกาศอยู่นั้น

10:8 But what saith it? The word is nigh thee, even in thy mouth, and in thy heart: that is, the word of faith, which we preach;

10:9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับพระเยซูเจ้าด้วยปากของท่าน และจะเชื่อในใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

10:9 That if thou shalt confess with thy mouth the Lord Jesus, and shalt believe in thine heart that God hath raised him from the dead, thou shalt be saved.

10:10 เหตุว่าด้วยใจมนุษย์จึงเชื่อไปสู่ความชอบธรรม และด้วยปากเขาจึงยอมรับไปสู่ความรอด

10:10 For with the heart man believeth unto righteousness; and with the mouth confession is made unto salvation.

10:11 เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า ‘ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระองค์นั้นจะไม่อับอาย’

10:11 For the scripture saith, Whosoever believeth on him shall not be ashamed.

10:12 เหตุว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างพวกยิวและพวกกรีก ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันซึ่งทรงอยู่เหนือทุกคน โปรดอย่างบริบูรณ์แก่ทุกคนที่ร้องทูลต่อพระองค์

10:12 For there is no difference between the Jew and the Greek: for the same Lord over all is rich unto all that call upon him.

10:13 เพราะว่า ‘ผู้ใดก็ตามที่จะร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะรอด’

10:13 For whosoever shall call upon the name of the Lord shall be saved.

ความสำคัญของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ
10:14 แล้วเขาทั้งหลายจะร้องทูลต่อพระองค์ในผู้ซึ่งพวกเขายังไม่เชื่ออย่างไรได้ และเขาทั้งหลายจะเชื่อในพระองค์ผู้ซึ่งพวกเขายังไม่เคยได้ยินอย่างไรได้ และเขาทั้งหลายจะได้ยินโดยปราศจากผู้ประกาศอย่างไรได้

The Importance of Personal Messengers of the Gospel
10:14 How then shall they call on him in whom they have not believed? and how shall they believe in him of whom they have not heard? and how shall they hear without a preacher?

10:15 และเขาทั้งหลายจะประกาศอย่างไรได้นอกจากว่าพวกเขาถูกส่งออกไป ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘เท้าของคนเหล่านั้นที่ประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข และนำข่าวประเสริฐแห่งสิ่งทั้งหลายที่ดีมา ก็งามสักเท่าใด’

10:15 And how shall they preach, except they be sent? as it is written, How beautiful are the feet of them that preach the gospel of peace, and bring glad tidings of good things!

10:16 แต่พวกเขาทุกคนไม่ได้เชื่อฟังข่าวประเสริฐนั้น เพราะท่านอิสยาห์กล่าวว่า ‘พระองค์เจ้าข้า ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่ได้ยินจากพวกเรา’

10:16 But they have not all obeyed the gospel. For Esaias saith, Lord, who hath believed our report?

10:17 ฉะนั้นความเชื่อจึงมาโดยการได้ยิน และการได้ยินก็มาโดยพระวจนะของพระเจ้า

10:17 So then faith cometh by hearing, and hearing by the word of God.

10:18 แต่ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เขาทั้งหลายไม่ได้ยินหรือ” ใช่แล้ว อย่างแท้จริง ‘เสียงของพวกเขาออกไปทั่วแผ่นดินโลก และบรรดาถ้อยคำของพวกเขาไปถึงที่สุดปลายพิภพ’

10:18 But I say, Have they not heard? Yes verily, their sound went into all the earth, and their words unto the ends of the world.

10:19 แต่ข้าพเจ้ากล่าวว่า “คนอิสราเอลไม่ได้ทราบหรือ” ตอนแรกโมเสสกล่าวว่า ‘เราจะยั่วยุพวกเจ้าให้ริษยาโดยคนเหล่านั้นที่ไม่ใช่ชนชาติหนึ่งชนชาติใด และโดยประชาชาติที่โฉดเขลา เราจะทำให้พวกเจ้าโมโห’

10:19 But I say, Did not Israel know? First Moses saith, I will provoke you to jealousy by them that are no people, and by a foolish nation I will anger you.

10:20 แต่ท่านอิสยาห์กล้าหาญมากและกล่าวว่า ‘เราได้ถูกพบโดยคนเหล่านั้นที่มิได้แสวงหาเรา เราได้ปรากฏแก่คนเหล่านั้นที่มิได้ถามหาเรา’

10:20 But Esaias is very bold, and saith, I was found of them that sought me not; I was made manifest unto them that asked not after me.

10:21 แต่แก่คนอิสราเอล ท่านกล่าวว่า ‘ตลอดวันเราได้ยื่นมือทั้งสองของเราออกต่อชนชาติหนึ่งซึ่งไม่เชื่อฟังและมักกบฏ’

10:21 But to Israel he saith, All day long I have stretched forth my hands unto a disobedient and gainsaying people.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope