กลับหน้าแรก / Main Menu

 

มาระโก 12 / Mark 12

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16]

คำอุปมาเรื่องเจ้าของสวนที่ต้องการพืชผล (อสย 5:1-7; มธ 21:33-46; ลก 20:9-19)
12:1 และพระองค์เริ่มตรัสแก่พวกเขาเป็นคำอุปมาว่า “ชายคนหนึ่งได้ปลูกสวนองุ่น และล้อมรั้วต้นไม้ไว้รอบสวนนั้น และได้ขุดสถานที่สำหรับบ่อเก็บน้ำองุ่น และสร้างหอเฝ้า และให้พวกชาวสวนเช่าสวนนั้น และไปยังเมืองไกล

The Parable of the Householder Demanding Fruit (Isa. 5:1-7; Matt. 21:33-46; Luke 20:9-19)
12:1 And he began to speak unto them by parables. A certain man planted a vineyard, and set an hedge about it, and digged a place for the winefat, and built a tower, and let it out to husbandmen, and went into a far country.

12:2 และเมื่อถึงฤดูเก็บผลองุ่น เขาจึงส่งผู้รับใช้คนหนึ่งไปหาพวกเช่าสวน เพื่อเขาจะได้รับผลแห่งสวนองุ่นนั้นจากพวกเช่าสวน

12:2 And at the season he sent to the husbandmen a servant, that he might receive from the husbandmen of the fruit of the vineyard.

12:3 และพวกเช่าสวนนั้นจับผู้รับใช้คนนั้น และเฆี่ยนตีเขา และไล่เขาให้กลับไปมือเปล่า

12:3 And they caught him, and beat him, and sent him away empty.

12:4 และอีกครั้ง เจ้าของสวนส่งผู้รับใช้อีกคนหนึ่งไปหาพวกเช่าสวน และพวกเช่าสวนนั้นก็เอาหินหลายก้อนขว้างใส่เขา และทำให้เขาบาดเจ็บที่ศีรษะ และไล่ให้เขากลับไปอย่างน่าอับอาย

12:4 And again he sent unto them another servant; and at him they cast stones, and wounded him in the head, and sent him away shamefully handled.

12:5 และอีกครั้ง เจ้าของสวนส่งผู้รับใช้ไปอีกคนหนึ่ง และพวกเช่าสวนก็ฆ่าผู้รับใช้คนนั้นเสีย และผู้รับใช้คนอื่น ๆ อีกหลายคน โดยทุบตีบางคน และฆ่าบางคน

12:5 And again he sent another; and him they killed, and many others; beating some, and killing some.

12:6 เหตุฉะนั้นเจ้าของสวนยังมีบุตรชายคนหนึ่ง ผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา เจ้าของสวนจึงส่งบุตรคนนั้นไปหาพวกเช่าสวนเป็นครั้งสุดท้าย โดยกล่าวว่า ‘พวกเขาคงจะเคารพบุตรชายของเรา’

12:6 Having yet therefore one son, his wellbeloved, he sent him also last unto them, saying, They will reverence my son.

12:7 แต่พวกเช่าสวนเหล่านั้นจึงพูดในท่ามกลางพวกเขาเองว่า ‘คนนี้แหละเป็นทายาท จงมาเถิด ให้พวกเราฆ่าเขาเสีย และมรดกนั้นจะตกเป็นของพวกเรา’

12:7 But those husbandmen said among themselves, This is the heir; come, let us kill him, and the inheritance shall be ours.

12:8 และพวกเขาจึงจับบุตรคนนั้น และฆ่าเขาเสีย และโยนเขาออกไปนอกสวนองุ่น

12:8 And they took him, and killed him, and cast him out of the vineyard.

12:9 เหตุฉะนั้น เจ้าของสวนองุ่นจะทำประการใด ท่านก็จะมาและทำลายพวกเช่าสวนเหล่านั้นเสีย และจะยกสวนองุ่นนั้นให้แก่ผู้อื่น

12:9 What shall therefore the lord of the vineyard do? he will come and destroy the husbandmen, and will give the vineyard unto others.

12:10 และท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ตอนนี้หรือซึ่งว่า ‘ศิลาซึ่งพวกช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ได้กลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว

12:10 And have ye not read this scripture; The stone which the builders rejected is become the head of the corner:

12:11 สิ่งนี้เป็นการกระทำขององค์พระผู้เป็นเจ้า และสิ่งนี้ก็มหัศจรรย์ในสายตาของพวกเรา’”

12:11 This was the Lord's doing, and it is marvellous in our eyes?

12:12 และพวกเขาหาโอกาสที่จะจับพระองค์ แต่ก็กลัวประชาชน เพราะพวกเขาทราบอยู่ว่า พระองค์ได้ตรัสคำอุปมานี้กระทบพวกเขา และพวกเขาก็ไปจากพระองค์ และไปตามทางของพวกเขา

12:12 And they sought to lay hold on him, but feared the people: for they knew that he had spoken the parable against them: and they left him, and went their way.

คำถามเกี่ยวกับการส่งส่วย (มธ 22:15-22; ลก 20:19-26)
12:13 และพวกเขาจึงส่งบางคนของพวกฟาริสีและของพวกเฮโรดไปหาพระองค์ เพื่อจะจับผิดพระองค์ในคำตรัสทั้งหลายของพระองค์

The Question of Tribute (Matt. 22:15-22; Luke 20:19-26)
12:13 And they send unto him certain of the Pharisees and of the Herodians, to catch him in his words.

12:14 และเมื่อพวกเขามาถึงแล้ว พวกเขากล่าวแก่พระองค์ว่า “อาจารย์เจ้าข้า พวกเราทราบอยู่ว่าท่านเป็นคนสัตย์จริง และไม่ได้เอาใจผู้ใด เพราะท่านไม่ได้เห็นแก่หน้าคน แต่สั่งสอนทางของพระเจ้าในความจริง เป็นการถูกต้องตามพระราชบัญญัติหรือไม่ที่จะส่งส่วยให้แก่ซีซาร์

12:14 And when they were come, they say unto him, Master, we know that thou art true, and carest for no man: for thou regardest not the person of men, but teachest the way of God in truth: Is it lawful to give tribute to Caesar, or not?

12:15 พวกเราจะส่งดีหรือพวกเราจะไม่ส่งดี” แต่พระองค์ โดยทรงทราบความหน้าซื่อใจคดของพวกเขา ตรัสแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้าทดลองเราทำไม จงเอาเงินตราเหรียญหนึ่งมาเพื่อให้เราดู”

12:15 Shall we give, or shall we not give? But he, knowing their hypocrisy, said unto them, Why tempt ye me? bring me a penny, that I may see it.

12:16 และพวกเขาจึงเอาเงินตราเหรียญหนึ่งมา และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของผู้ใด” และพวกเขากล่าวแก่พระองค์ว่า “ของซีซาร์”

12:16 And they brought it. And he saith unto them, Whose is this image and superscription? And they said unto him, Caesar's.

12:17 และพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “สิ่งเหล่านั้นที่เป็นของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และสิ่งเหล่านั้นที่เป็นของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” และพวกเขาก็อัศจรรย์ใจเพราะพระองค์

12:17 And Jesus answering said unto them, Render to Caesar the things that are Caesar's, and to God the things that are God's. And they marvelled at him.

พระเยซูตรัสตอบพวกสะดูสีเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตาย (มธ 22:23-33; ลก 20:27-38)
12:18 แล้วพวกสะดูสีมาหาพระองค์ ผู้ซึ่งกล่าวว่าไม่มีการเป็นขึ้นมาจากความตาย และพวกเขาถามพระองค์ โดยกล่าวว่า

Jesus Answers Sadducees concerning Resurrection (Matt. 22:23-33; Luke 20:27-38)
12:18 Then come unto him the Sadducees, which say there is no resurrection; and they asked him, saying,

12:19 “อาจารย์เจ้าข้า โมเสสได้เขียนถึงพวกเราว่า ‘ถ้าพี่ชายของคน ๆ หนึ่งตาย และภรรยาของเขายังอยู่หลังจากเขาเสียไปแล้ว และไม่มีบุตร ให้น้องชายของเขารับภรรยาของพี่ชายนั้นไว้เป็นภรรยาของตน และสืบเชื้อสายให้แก่พี่ชายของตน’

12:19 Master, Moses wrote unto us, If a man's brother die, and leave his wife behind him, and leave no children, that his brother should take his wife, and raise up seed unto his brother.

12:20 บัดนี้มีพี่น้องผู้ชายเจ็ดคน และพี่หัวปีได้รับหญิงคนหนึ่งเป็นภรรยา และเมื่อตายไปแล้ว ไม่มีเชื้อสายใด ๆ

12:20 Now there were seven brethren: and the first took a wife, and dying left no seed.

12:21 และคนที่สองจึงรับหญิงนั้นมาเป็นภรรยา และตายเสีย และเขาไม่มีเชื้อสายใด ๆ เช่นกันและคนที่สามก็เหมือนกัน

12:21 And the second took her, and died, neither left he any seed: and the third likewise.

12:22 และพี่น้องทั้งเจ็ดคนนี้ก็ได้รับผู้หญิงนั้นไว้เป็นภรรยา และไม่มีเชื้อสายใด ๆ ในที่สุดหญิงคนนั้นก็ตายด้วย

12:22 And the seven had her, and left no seed: last of all the woman died also.

12:23 เหตุฉะนั้น ในการเป็นขึ้นมาจากความตาย เมื่อเขาทั้งเจ็ดจะเป็นขึ้นมาแล้ว หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ใดในเจ็ดคนนั้น ด้วยว่าชายทั้งเจ็ดคนได้นางเป็นภรรยาแล้ว”

12:23 In the resurrection therefore, when they shall rise, whose wife shall she be of them? for the seven had her to wife.

12:24 และพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “ฉะนั้นพวกท่านผิดแล้วมิใช่หรือ เพราะพวกท่านไม่รู้พระคัมภีร์ หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า

12:24 And Jesus answering said unto them, Do ye not therefore err, because ye know not the scriptures, neither the power of God?

12:25 ด้วยว่าเมื่อคนทั้งหลายจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้น พวกเขาย่อมไม่สมรสกัน และไม่ถูกยกให้เป็นสามีภรรยากัน แต่เป็นเหมือนพวกทูตสวรรค์ซึ่งอยู่ในสวรรค์

12:25 For when they shall rise from the dead, they neither marry, nor are given in marriage; but are as the angels which are in heaven.

12:26 และเรื่องคนซึ่งตายแล้วที่พวกเขาจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้น ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านในหนังสือของโมเสสหรือ ว่าในพุ่มไม้นั้นพระเจ้าได้ตรัสแก่โมเสส โดยตรัสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม และพระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ’

12:26 And as touching the dead, that they rise: have ye not read in the book of Moses, how in the bush God spake unto him, saying, I am the God of Abraham, and the God of Isaac, and the God of Jacob?

12:27 พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนที่มีชีวิต ฉะนั้นพวกท่านผิดมากจริง ๆ”

12:27 He is not the God of the dead, but the God of the living: ye therefore do greatly err.

พระบัญญัติข้อต้นข้อใหญ่ (มธ 22:34-40; ลก 10:25-37)
12:28 และคนหนึ่งในพวกธรรมาจารย์มา และเมื่อได้ยินพวกเขาให้เหตุผลกันแล้ว และเมื่อรับรู้ว่าพระองค์ได้ทรงตอบพวกเขาได้ดี จึงถามพระองค์ว่า “พระบัญญัติข้อใดเป็นข้อต้นแห่งพระบัญญัติทั้งปวง”

The First Great Commandment (Matt. 22:34-40; Luke 10:25-37)
12:28 And one of the scribes came, and having heard them reasoning together, and perceiving that he had answered them well, asked him, Which is the first commandment of all?

12:29 และพระเยซูตรัสตอบคนนั้นว่า “พระบัญญัติข้อต้นแห่งพระบัญญัติทั้งปวงนั้นคือว่า ‘จงฟังเถิด โอ คนอิสราเอล องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว

12:29 And Jesus answered him, The first of all the commandments is, Hear, O Israel; The Lord our God is one Lord:

12:30 และท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน ด้วยสุดใจของท่าน และด้วยสุดจิตของท่าน และด้วยสิ้นสุดความคิดของท่าน และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน’ นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้น

12:30 And thou shalt love the Lord thy God with all thy heart, and with all thy soul, and with all thy mind, and with all thy strength: this is the first commandment.

12:31 และข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘เจ้าจงรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนตนเอง’ ไม่มีพระบัญญัติอื่นที่ใหญ่กว่าพระบัญญัติทั้งสองข้อนี้”

12:31 And the second is like, namely this, Thou shalt love thy neighbour as thyself. There is none other commandment greater than these.

12:32 และธรรมาจารย์คนนั้นกล่าวแก่พระองค์ว่า “ดีแล้ว อาจารย์เจ้าข้า ท่านได้กล่าวความจริงแล้ว ด้วยว่ามีพระเจ้าองค์เดียว และไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์เลย

12:32 And the scribe said unto him, Well, Master, thou hast said the truth: for there is one God; and there is none other but he:

12:33 และที่จะรักพระองค์ด้วยสุดใจ และด้วยสุดความเข้าใจ และด้วยสุดจิต และด้วยสิ้นสุดกำลัง และที่จะรักเพื่อนบ้านของตนเหมือนรักตัวเอง ก็ยิ่งกว่าบรรดาเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาทั้งสิ้น”

12:33 And to love him with all the heart, and with all the understanding, and with all the soul, and with all the strength, and to love his neighbour as himself, is more than all whole burnt offerings and sacrifices.

12:34 และเมื่อพระเยซูทรงเห็นแล้วว่าคนนั้นตอบอย่างรอบคอบ พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านอยู่ไม่ไกลจากอาณาจักรของพระเจ้าแล้ว” และหลังจากนั้นไม่มีใครกล้าถามคำถามใด ๆ กับพระองค์

12:34 And when Jesus saw that he answered discreetly, he said unto him, Thou art not far from the kingdom of God. And no man after that durst ask him any question.

พระเยซูทรงทำให้พวกฟาริสีสับสน (มธ 22:41-46; ลก 20:41-44)
12:35 และพระเยซูทรงตอบและตรัส ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ในพระวิหารว่า “พวกธรรมาจารย์กล่าวได้อย่างไรว่า พระคริสต์เป็นบุตรชายของดาวิดนั้น

Jesus Baffles the Pharisees (Matt. 22:41-46; Luke 20:41-44)
12:35 And Jesus answered and said, while he taught in the temple, How say the scribes that Christ is the Son of David?

12:36 ด้วยว่าดาวิดเองได้กล่าวโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า ท่านจงนั่งที่ขวามือของเรา จนกว่าเรากระทำให้บรรดาศัตรูของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’

12:36 For David himself said by the Holy Ghost, The LORD said to my Lord, Sit thou on my right hand, till I make thine enemies thy footstool.

12:37 ฉะนั้นดาวิดเองเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะเป็นบุตรชายของดาวิดอย่างไรได้” และประชาชนทั่วไปก็ฟังพระองค์ด้วยความยินดี

12:37 David therefore himself calleth him Lord; and whence is he then his son? And the common people heard him gladly.

12:38 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาในหลักคำสอนของพระองค์ว่า “จงระวังพวกธรรมาจารย์ให้ดี ผู้ซึ่งรักที่จะสวมเสื้อยาวเดินไปมา และรักบรรดาการคำนับในตลาดทั้งหลาย

12:38 And he said unto them in his doctrine, Beware of the scribes, which love to go in long clothing, and love salutations in the marketplaces,

12:39 และบรรดาที่นั่งตำแหน่งสูงในธรรมศาลาทั้งหลาย และบรรดาที่เอนกายลงอันมีเกียรติในการเลี้ยงทั้งหลาย

12:39 And the chief seats in the synagogues, and the uppermost rooms at feasts:

12:40 ผู้ซึ่งเขมือบบ้านของหญิงม่ายทั้งหลาย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว คนเหล่านี้จะได้รับพระอาชญาที่มากยิ่งขึ้น”

12:40 Which devour widows' houses, and for a pretence make long prayers: these shall receive greater damnation.

หญิงม่ายที่ถวายเหรียญทองแดงสองอัน (ลก 21:1-4)
12:41 และพระเยซูได้ประทับนั่งตรงหน้าตู้เก็บเงินถวาย และทอดพระเนตรสังเกตว่าประชาชนโยนเงินเข้าไปในตู้นั้นอย่างไร และหลายคนที่เป็นคนมั่งมีโยนเงินมากไว้ในนั้น

The Widow Gives Two Mites (Luke 21:1-4)
12:41 And Jesus sat over against the treasury, and beheld how the people cast money into the treasury: and many that were rich cast in much.

12:42 และหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งมา และนางโยนเหรียญทองแดงสองอันไว้ในนั้น ซึ่งมีค่าประมาณสลึงหนึ่ง

12:42 And there came a certain poor widow, and she threw in two mites, which make a farthing.

12:43 และพระองค์ทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มา และตรัสแก่พวกเขาว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า หญิงม่ายยากจนคนนี้ได้โยนไว้ข้างในมากกว่าพวกเขาทุกคนซึ่งได้โยนเข้าไปในตู้เก็บเงินถวาย

12:43 And he called unto him his disciples, and saith unto them, Verily I say unto you, That this poor widow hath cast more in, than all they which have cast into the treasury:

12:44 เพราะว่าพวกเขาทุกคนได้โยนไว้ในนั้นจากความมั่งมีเหลือเฟือของตน แต่นางจากความขัดสนของนางได้โยนทั้งหมดที่นางมีไว้ในนั้น นั่นคือสิ่งเลี้ยงชีพทั้งหมดของนาง”

12:44 For all they did cast in of their abundance; but she of her want did cast in all that she had, even all her living.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope