กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ลูกา 10 / Luke 10

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24]

พยานเจ็ดสิบคนถูกส่งออกไปประกาศ (มธ 9:35-38; 10:1-42)
10:1 ภายหลังบรรดาสิ่งเหล่านี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งสาวกอื่นอีกเจ็ดสิบคนไว้ด้วย และส่งพวกเขาออกไปทีละสองคน ให้ล่วงหน้าพระพักตร์พระองค์ไปก่อน ให้เข้าไปทุกนครและทุกสถานที่ซึ่งพระองค์เองจะเสด็จมานั้น

Seventy Witnesses Sent Out (Matt. 9:35-38; 10:1-42)
10:1 After these things the Lord appointed other seventy also, and sent them two and two before his face into every city and place, whither he himself would come.

10:2 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “งานเก็บเกี่ยวนั้นเป็นการใหญ่นักหนา แต่เหล่าคนงานก็มีน้อย เหตุฉะนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของงานเก็บเกี่ยวนั้น เพื่อที่พระองค์จะทรงส่งบรรดาคนงานเข้าไปในงานเก็บเกี่ยวของพระองค์

10:2 Therefore said he unto them, The harvest truly is great, but the labourers are few: pray ye therefore the Lord of the harvest, that he would send forth labourers into his harvest.

10:3 จงไปตามทางของพวกท่านเถิด ดูเถิด เราส่งพวกท่านออกไปเหมือนพวกลูกแกะอยู่ในท่ามกลางฝูงสุนัขป่า

10:3 Go your ways: behold, I send you forth as lambs among wolves.

10:4 อย่าเอากระเป๋า หรือย่าม หรือบรรดารองเท้าไป และอย่าคำนับผู้ใดตามทาง

10:4 Carry neither purse, nor scrip, nor shoes: and salute no man by the way.

10:5 และพวกท่านจะเข้าไปในบ้านใดก็ตาม จงพูดก่อนว่า ‘จงให้สันติสุขมีแก่บ้านนี้เถิด’

10:5 And into whatsoever house ye enter, first say, Peace be to this house.

10:6 และถ้าลูกแห่งสันติสุขอยู่ที่นั่น สันติสุขของพวกท่านก็จะอยู่บนบ้านนั้น ถ้าไม่ สันติสุขของพวกท่านก็จะกลับคืนมาสู่พวกท่านอีก

10:6 And if the son of peace be there, your peace shall rest upon it: if not, it shall turn to you again.

10:7 และจงอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันนั้น กินและดื่มสิ่งของใด ๆ ซึ่งพวกเขาจะให้นั้น ด้วยว่าผู้ทำงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน อย่าเที่ยวจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น

10:7 And in the same house remain, eating and drinking such things as they give: for the labourer is worthy of his hire. Go not from house to house.

10:8 และพวกท่านจะเข้าไปในนครใดก็ตาม และพวกเขารับรองพวกท่านไว้ จงกินสิ่งของใด ๆ ซึ่งถูกตั้งไว้ต่อหน้าพวกท่าน

10:8 And into whatsoever city ye enter, and they receive you, eat such things as are set before you:

10:9 และจงรักษาคนเจ็บป่วยในนครนั้นให้หาย และกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘อาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว’

10:9 And heal the sick that are therein, and say unto them, The kingdom of God is come nigh unto you.

การพิพากษาอย่างรุนแรงต่อนครต่าง ๆ (มธ 11:20-24)
10:10 แต่พวกท่านจะเข้าไปในนครใดก็ตาม และพวกเขาไม่รับรองพวกท่านไว้ จงไปตามทางของพวกท่านออกไปที่ถนนสายต่าง ๆ ของนครเดียวกันนั้น และกล่าวว่า

Stern Judgment on Favored Cities (Matt. 11:20-24)
10:10 But into whatsoever city ye enter, and they receive you not, go your ways out into the streets of the same, and say,

10:11 ‘แม้แต่ผงคลีดินแห่งนครของพวกเจ้า ซึ่งติดอยู่กับพวกเรา พวกเราก็สะบัดออกต่อพวกเจ้า แต่อย่างไรก็ตามพวกเจ้าจงแน่ใจในสิ่งนี้เถิด คืออาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้พวกเจ้าแล้ว’

10:11 Even the very dust of your city, which cleaveth on us, we do wipe off against you: notwithstanding be ye sure of this, that the kingdom of God is come nigh unto you.

10:12 แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า โทษของเมืองโสโดมในวันนั้นจะเบากว่าโทษของนครนั้น

10:12 But I say unto you, that it shall be more tolerable in that day for Sodom, than for that city.

10:13 วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา เพราะถ้าบรรดาการอิทธิฤทธิ์ได้ถูกกระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน ซึ่งได้ถูกกระทำในพวกเจ้า คนทั้งหลายในเมืองทั้งสองนั้นก็คงจะได้กลับใจเสียใหม่ตั้งนานแล้ว โดยนั่งในผ้ากระสอบและขี้เถ้า

10:13 Woe unto thee, Chorazin! woe unto thee, Bethsaida! for if the mighty works had been done in Tyre and Sidon, which have been done in you, they had a great while ago repented, sitting in sackcloth and ashes.

10:14 แต่ในการพิพากษานั้น โทษของเมืองไทระและเมืองไซดอนจะเบากว่าโทษของเจ้าทั้งสอง

10:14 But it shall be more tolerable for Tyre and Sidon at the judgment, than for you.

10:15 และเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งถูกยกขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ จะถูกผลักลงไปถึงนรกต่างหาก

10:15 And thou, Capernaum, which art exalted to heaven, shalt be thrust down to hell.

10:16 ผู้ที่ฟังท่านทั้งหลายก็ฟังเรา และผู้ที่เหยียดหยามท่านทั้งหลายก็เหยียดหยามเรา และผู้ที่เหยียดหยามเราก็เหยียดหยามพระองค์ผู้ที่ได้ทรงส่งเรามา”

10:16 He that heareth you heareth me; and he that despiseth you despiseth me; and he that despiseth me despiseth him that sent me.

ความปีติยินดีที่แท้จริง
10:17 และสาวกเจ็ดสิบคนนั้นกลับมาอีกด้วยความปีติยินดี โดยทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า แม้แต่ผีทั้งหลายก็อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์โดยพระนามของพระองค์”

True Joy
10:17 And the seventy returned again with joy, saying, Lord, even the devils are subject unto us through thy name.

10:18 และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราได้เห็นซาตานตกลงมาจากสวรรค์เหมือนฟ้าแลบ

10:18 And he said unto them, I beheld Satan as lightning fall from heaven.

10:19 ดูเถิด เราให้พวกท่านมีฤทธิ์อำนาจที่จะเหยียบบรรดางูร้ายและแมงป่องทั้งหลาย และเหนืออำนาจทั้งสิ้นของศัตรูนั้น และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำอันตรายแก่พวกท่านด้วยวิธีใด ๆ ได้เลย

10:19 Behold, I give unto you power to tread on serpents and scorpions, and over all the power of the enemy: and nothing shall by any means hurt you.

10:20 แต่อย่างไรก็ตามอย่าเปรมปรีดิ์ในสิ่งนี้ ที่ผีทั้งหลายอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน แต่จงเปรมปรีดิ์มากยิ่งกว่าเพราะชื่อของพวกท่านถูกจดไว้ในสวรรค์”

10:20 Notwithstanding in this rejoice not, that the spirits are subject unto you; but rather rejoice, because your names are written in heaven.

10:21 ในโมงนั้นเอง พระเยซูทรงมีความเปรมปรีดิ์ในพระวิญญาณ และตรัสว่า “ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ โอ ข้าแต่พระบิดา ผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ที่พระองค์ได้ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากคนมีปัญญาและคนสุขุมรอบคอบ และได้ทรงเปิดเผยสิ่งเหล่านี้แก่พวกเด็กอ่อน ก็เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระบิดา เพราะเป็นที่ชอบพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์

10:21 In that hour Jesus rejoiced in spirit, and said, I thank thee, O Father, Lord of heaven and earth, that thou hast hid these things from the wise and prudent, and hast revealed them unto babes: even so, Father; for so it seemed good in thy sight.

10:22 พระบิดาของเราได้ทรงมอบสิ่งสารพัดให้แก่เรา และไม่มีใครทราบว่าพระบุตรเป็นผู้ใดนอกจากพระบิดา และไม่มีใครทราบว่าพระบิดาเป็นผู้ใดนอกจากพระบุตร และผู้ที่พระบุตรประสงค์จะสำแดงพระองค์”

10:22 All things are delivered to me of my Father: and no man knoweth who the Son is, but the Father; and who the Father is, but the Son, and he to whom the Son will reveal him.

10:23 และพระองค์ทรงเหลียวหลังไปทางพวกสาวกของพระองค์ และตรัสเป็นการส่วนตัวว่า “นัยน์ตาทั้งหลายซึ่งได้เห็นสิ่งเหล่านั้นซึ่งพวกท่านได้เห็นก็ได้รับพร

10:23 And he turned him unto his disciples, and said privately, Blessed are the eyes which see the things that ye see:

10:24 เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ศาสดาพยากรณ์หลายคนและกษัตริย์หลายองค์ได้ปรารถนาที่จะเห็นสิ่งเหล่านั้นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้ และไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้น และที่จะได้ยินสิ่งเหล่านั้นซึ่งท่านทั้งหลายได้ยิน และไม่ได้ยินสิ่งเหล่านั้น”

10:24 For I tell you, that many prophets and kings have desired to see those things which ye see, and have not seen them; and to hear those things which ye hear, and have not heard them.

พระบัญญัติที่ยิ่งใหญ่
10:25 และดูเถิด นักกฎหมายคนหนึ่งยืนขึ้น และทดลองพระองค์ โดยกล่าวว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าจะกระทำประการใดเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์เป็นมรดก”

The Great Commandment
10:25 And, behold, a certain lawyer stood up, and tempted him, saying, Master, what shall I do to inherit eternal life?

10:26 และพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ในพระราชบัญญัติมีเขียนไว้ว่าอะไร ท่านอ่านว่าอย่างไร”

10:26 He said unto him, What is written in the law? how readest thou?

10:27 และเขาตอบว่า “เจ้าจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดใจของเจ้า และด้วยสุดจิตของเจ้า ด้วยสุดกำลังของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนตนเอง”

10:27 And he answering said, Thou shalt love the Lord thy God with all thy heart, and with all thy soul, and with all thy strength, and with all thy mind; and thy neighbour as thyself.

10:28 และพระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ท่านตอบถูกแล้ว จงกระทำอย่างนั้น และท่านจะมีชีวิต”

10:28 And he said unto him, Thou hast answered right: this do, and thou shalt live.

10:29 แต่คนนั้น ซึ่งปรารถนาจะแก้ตัว กล่าวแก่พระเยซูว่า “และใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า”

10:29 But he, willing to justify himself, said unto Jesus, And who is my neighbour?

คำอุปมาเกี่ยวกับชาวสะมาเรียที่ดี
10:30 และพระเยซูตรัสตอบว่า “ชายคนหนึ่งลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มจะไปยังเมืองเยรีโค และตกอยู่ท่ามกลางพวกโจร ผู้ซึ่งได้ถอดเสื้อผ้าของเขาออก และทำให้เขาบาดเจ็บ และก็จากไป โดยละทิ้งเขาไว้เกือบจะตายแล้ว

Parable of the Good Samaritan
10:30 And Jesus answering said, A certain man went down from Jerusalem to Jericho, and fell among thieves, which stripped him of his raiment, and wounded him, and departed, leaving him half dead.

10:31 และโดยบังเอิญปุโรหิตคนหนึ่งเดินลงไปทางนั้น และเมื่อเขาเห็นคนนั้น เขาก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง

10:31 And by chance there came down a certain priest that way: and when he saw him, he passed by on the other side.

10:32 และคนเลวีคนหนึ่งก็เช่นกัน เมื่อเขามาถึงสถานที่แห่งนั้น มาและดูคนนั้น และเดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง

10:32 And likewise a Levite, when he was at the place, came and looked on him, and passed by on the other side.

10:33 แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง ขณะที่เขาเดินทางไป ก็มาถึงที่ที่คนนั้นอยู่ และเมื่อเขาเห็นคนนั้นแล้ว เขาก็มีใจกรุณาต่อคนนั้น

10:33 But a certain Samaritan, as he journeyed, came where he was: and when he saw him, he had compassion on him,

10:34 และเข้าไปหาเขา และเอาผ้าพันบาดแผลของเขาให้ โดยเทน้ำมันกับน้ำองุ่นใส่ในบาดแผลนั้น และให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง และพาเขามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง และดูแลเขา

10:34 And went to him, and bound up his wounds, pouring in oil and wine, and set him on his own beast, and brought him to an inn, and took care of him.

10:35 และในวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาจากไป เขาก็เอาเงินสองเดนาริอันออกมา และให้เงินนั้นแก่เจ้าของโรงแรม และกล่าวแก่เขาว่า ‘จงดูแลเขาเถิด และสิ่งใดก็ตามที่ท่านเสียเกินนี้ เมื่อข้าพเจ้ากลับมาอีก ข้าพเจ้าจะใช้คืนให้ท่าน’

10:35 And on the morrow when he departed, he took out two pence, and gave them to the host, and said unto him, Take care of him; and whatsoever thou spendest more, when I come again, I will repay thee.

10:36 บัดนี้ในสามคนนั้น ท่านคิดว่า คนไหนเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ตกอยู่ท่ามกลางพวกโจร”

10:36 Which now of these three, thinkest thou, was neighbour unto him that fell among the thieves?

10:37 และเขากล่าวว่า “คนที่ได้แสดงความเมตตาแก่เขา” แล้วพระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงไป และท่านจงทำเหมือนกันเถิด”

10:37 And he said, He that shewed mercy on him. Then said Jesus unto him, Go, and do thou likewise.

มารธาและมารีย์
10:38 บัดนี้ต่อมา ขณะที่พระองค์กับพวกสาวกกำลังไป พระองค์ทรงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้ามาในบ้านของเธอ

Martha and Mary
10:38 Now it came to pass, as they went, that he entered into a certain village: and a certain woman named Martha received him into her house.

10:39 และมารธามีน้องสาวคนหนึ่งชื่อมารีย์ ผู้ซึ่งได้นั่งใกล้พระบาทของพระเยซูด้วย และฟังคำตรัสของพระองค์

10:39 And she had a sister called Mary, which also sat at Jesus' feet, and heard his word.

10:40 แต่มารธายุ่งในการปรนนิบัติมาก และมาหาพระองค์ และทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือ ที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ทำการปรนนิบัติแต่คนเดียว ดังนั้นขอสั่งเธอให้มาช่วยข้าพระองค์เถิด”

10:40 But Martha was cumbered about much serving, and came to him, and said, Lord, dost thou not care that my sister hath left me to serve alone? bid her therefore that she help me.

10:41 และพระเยซูทรงตอบและตรัสกับเธอว่า “มารธา มารธา เอ๋ย เธอกระวนกระวายและวุ่นวายใจด้วยหลายสิ่งนัก

10:41 And Jesus answered and said unto her, Martha, Martha, thou art careful and troubled about many things:

10:42 แต่มีสิ่งเดียวที่จำเป็น และมารีย์ได้เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ซึ่งจะไม่ถูกเอาไปจากเธอเลย”

10:42 But one thing is needful: and Mary hath chosen that good part, which shall not be taken away from her.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope