กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ยอห์น 7 / John 7

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]

เทศกาลเลี้ยงการอยู่เพิงที่กรุงเยรูซาเล็ม
7:1 หลังจากสิ่งเหล่านี้พระเยซูก็ได้เสด็จไปในแคว้นกาลิลี ด้วยว่าพระองค์ไม่ประสงค์ที่จะเสด็จไปในแคว้นยูเดีย เพราะพวกยิวหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์เสีย

Feast of Tabernacles at Jerusalem
7:1 After these things Jesus walked in Galilee: for he would not walk in Jewry, because the Jews sought to kill him.

7:2 บัดนี้เทศกาลเลี้ยงการอยู่เพิงของพวกยิวใกล้จะถึงแล้ว

7:2 Now the Jews' feast of tabernacles was at hand.

7:3 ฉะนั้นพวกน้อง ๆ ของพระองค์จึงกล่าวแก่พระองค์ว่า “จงออกจากที่นี่ และเข้าไปยังแคว้นยูเดียเถิด เพื่อพวกสาวกของพี่จะได้เห็นการงานทั้งหลายที่พี่กระทำด้วย

7:3 His brethren therefore said unto him, Depart hence, and go into Judaea, that thy disciples also may see the works that thou doest.

7:4 ด้วยว่าไม่มีผู้ใดทำสิ่งใดอย่างลับ ๆ และผู้นั้นเองก็พยายามที่จะเป็นที่รู้จักอย่างเปิดเผย ถ้าพี่กระทำสิ่งเหล่านี้ก็จงสำแดงตัวพี่เองให้ปรากฏแก่โลกเถิด”

7:4 For there is no man that doeth any thing in secret, and he himself seeketh to be known openly. If thou do these things, shew thyself to the world.

7:5 เพราะพวกน้อง ๆ ของพระองค์ก็มิได้เชื่อในพระองค์เหมือนกัน

7:5 For neither did his brethren believe in him.

7:6 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เวลาของเรายังไม่มาถึง แต่เวลาของพวกเจ้ามีอยู่พร้อมเสมอ

7:6 Then Jesus said unto them, My time is not yet come: but your time is alway ready.

7:7 โลกจะเกลียดชังพวกเจ้าไม่ได้ แต่โลกเกลียดชังเรา เพราะเราเป็นพยานถึงโลกว่า การงานทั้งหลายของโลกนั้นชั่วร้าย

7:7 The world cannot hate you; but me it hateth, because I testify of it, that the works thereof are evil.

7:8 พวกเจ้าจงขึ้นไปในเทศกาลเลี้ยงนี้เถิด เรายังไม่ขึ้นไปในเทศกาลเลี้ยงนี้ เพราะว่าเวลาของเรายังไม่มาถึงเต็มที่”

7:8 Go ye up unto this feast: I go not up yet unto this feast; for my time is not yet full come.

7:9 เมื่อพระองค์ได้ตรัสคำเหล่านี้แก่พวกเขาแล้ว พระองค์ก็ยังประทับอยู่ในแคว้นกาลิลี

7:9 When he had said these words unto them, he abode still in Galilee.

พระเยซูทรงออกจากแคว้นกาลิลีเป็นการลับ
7:10 แต่เมื่อพวกน้อง ๆ ของพระองค์ขึ้นไปแล้ว พระองค์จึงเสด็จขึ้นไปยังเทศกาลเลี้ยงนั้นด้วย ไม่ใช่แบบเปิดเผย แต่เหมือนกับขึ้นไปอย่างลับ ๆ

Jesus Secretly Leaves Galilee
7:10 But when his brethren were gone up, then went he also up unto the feast, not openly, but as it were in secret.

7:11 แล้วพวกยิวจึงแสวงหาพระองค์ในเทศกาลเลี้ยงนั้น และกล่าวว่า “คนนั้นอยู่ที่ไหน”

7:11 Then the Jews sought him at the feast, and said, Where is he?

7:12 และมีการบ่นพึมพำกันเป็นอันมากในท่ามกลางประชาชนเรื่องพระองค์ เพราะบางคนกล่าวว่า “เขาเป็นคนดี” คนอื่น ๆ กล่าวว่า “ไม่ใช่ แต่เขาหลอกลวงประชาชน”

7:12 And there was much murmuring among the people concerning him: for some said, He is a good man: others said, Nay; but he deceiveth the people.

7:13 แต่ไม่มีผู้ใดพูดอย่างเปิดเผยเรื่องพระองค์ เพราะกลัวพวกยิว

7:13 Howbeit no man spake openly of him for fear of the Jews.

พระเยซูที่เทศกาลเลี้ยงการอยู่เพิง
7:14 บัดนี้ประมาณกลางเทศกาลเลี้ยงนั้น พระเยซูได้เสด็จขึ้นไปเข้าในพระวิหารและทรงสั่งสอน

Jesus at the Feast of Tabernacles
7:14 Now about the midst of the feast Jesus went up into the temple, and taught.

7:15 และพวกยิวประหลาดใจ โดยกล่าวว่า “คนนี้รู้ข้อความเหล่านี้ได้อย่างไร เมื่อไม่เคยเรียนเลย”

7:15 And the Jews marvelled, saying, How knoweth this man letters, having never learned?

7:16 พระเยซูทรงตอบพวกเขาและตรัสว่า “หลักคำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามา

7:16 Jesus answered them, and said, My doctrine is not mine, but his that sent me.

7:17 ถ้าผู้ใดตั้งใจกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นั้นก็จะทราบถึงหลักคำสอนนั้นว่า หลักคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือว่าเรากล่าวตามใจของเราเอง

7:17 If any man will do his will, he shall know of the doctrine, whether it be of God, or whether I speak of myself.

7:18 ผู้ใดที่กล่าวตามใจของตนเองย่อมแสวงหาสง่าราศีสำหรับตนเอง แต่ผู้ที่แสวงหาสง่าราศีสำหรับพระองค์ผู้ได้ทรงส่งตนมา ผู้เดียวกันนั้นก็เป็นคนที่สัตย์จริง และไม่มีการอธรรมอยู่ในตัวเขาเลย

7:18 He that speaketh of himself seeketh his own glory: but he that seeketh his glory that sent him, the same is true, and no unrighteousness is in him.

7:19 โมเสสได้ให้พระราชบัญญัติแก่ท่านทั้งหลายมิใช่หรือ และยังไม่มีผู้ใดในพวกท่านรักษาพระราชบัญญัตินั้น ทำไมท่านทั้งหลายหาโอกาสที่จะฆ่าเราเสีย”

7:19 Did not Moses give you the law, and yet none of you keepeth the law? Why go ye about to kill me?

7:20 คนเหล่านั้นตอบและกล่าวว่า “ท่านมีผีสิงอยู่ ใครเล่าหาโอกาสที่จะฆ่าท่านเสีย”

7:20 The people answered and said, Thou hast a devil: who goeth about to kill thee?

7:21 พระเยซูทรงตอบและตรัสกับพวกเขาว่า “เราได้ทำการงานอันหนึ่งและพวกท่านทุกคนประหลาดใจ

7:21 Jesus answered and said unto them, I have done one work, and ye all marvel.

7:22 เพราะฉะนั้นโมเสสได้ให้การเข้าสุหนัตแก่ท่านทั้งหลาย (มิใช่เพราะการเข้าสุหนัตมาจากโมเสส แต่มาจากพวกบรรพบุรุษ) และในวันสะบาโตท่านทั้งหลายก็ยังให้คนเข้าสุหนัต

7:22 Moses therefore gave unto you circumcision; (not because it is of Moses, but of the fathers;) and ye on the sabbath day circumcise a man.

7:23 ถ้าในวันสะบาโตคนยังเข้าสุหนัต เพื่อไม่ให้ผิดพระราชบัญญัติของโมเสสแล้ว ท่านทั้งหลายจึงโกรธกับเรา เพราะเราทำให้ชายผู้หนึ่งหายเป็นปกติทุกประการแล้วในวันสะบาโตหรือ

7:23 If a man on the sabbath day receive circumcision, that the law of Moses should not be broken; are ye angry at me, because I have made a man every whit whole on the sabbath day?

7:24 อย่าตัดสินตามที่เห็นภายนอก แต่จงตัดสินตามการพิพากษาอันชอบธรรมเถิด”

7:24 Judge not according to the appearance, but judge righteous judgment.

7:25 แล้วบางคนของชาวกรุงเยรูซาเล็มกล่าวว่า “คนนี้มิใช่หรือ ผู้ที่พวกเขาหาโอกาสจะฆ่าเสีย

7:25 Then said some of them of Jerusalem, Is not this he, whom they seek to kill?

7:26 แต่ดูเถิด ท่านกำลังพูดอย่างกล้าหาญ และพวกเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านเลย พวกขุนนางทราบแน่แล้วหรือว่า คนนี้เป็นพระคริสต์แท้

7:26 But, lo, he speaketh boldly, and they say nothing unto him. Do the rulers know indeed that this is the very Christ?

7:27 แต่พวกเราทราบว่าคนนี้มาจากไหน แต่เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น จะไม่มีผู้ใดทราบเลยว่า พระองค์มาจากไหน”

7:27 Howbeit we know this man whence he is: but when Christ cometh, no man knoweth whence he is.

7:28 แล้วพระเยซูทรงร้องในพระวิหารขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ โดยตรัสว่า “ท่านทั้งหลายทั้งรู้จักเรา และท่านทั้งหลายทราบว่าเรามาจากไหน และเรามิได้มาตามลำพังเราเอง แต่พระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามานั้นทรงสัตย์จริง ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายไม่รู้จัก

7:28 Then cried Jesus in the temple as he taught, saying, Ye both know me, and ye know whence I am: and I am not come of myself, but he that sent me is true, whom ye know not.

7:29 แต่เรารู้จักพระองค์ เพราะเรามาจากพระองค์ และพระองค์ทรงส่งเรามาแล้ว”

7:29 But I know him: for I am from him, and he hath sent me.

7:30 แล้วเขาทั้งหลายจึงหาโอกาสที่จะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์ เพราะเวลาของพระองค์ยังไม่มาถึง

7:30 Then they sought to take him: but no man laid hands on him, because his hour was not yet come.

7:31 และหลายคนในประชาชนนั้นได้เชื่อในพระองค์ และกล่าวว่า “เมื่อพระคริสต์เสด็จมานั้น พระองค์จะทรงกระทำการอัศจรรย์มากยิ่งกว่าการอัศจรรย์เหล่านี้ซึ่งผู้นี้ได้กระทำหรือ”

7:31 And many of the people believed on him, and said, When Christ cometh, will he do more miracles than these which this man hath done?

7:32 พวกฟาริสีได้ยินว่าประชาชนบ่นพึมพำกันเรื่องต่าง ๆ เช่นนี้เกี่ยวกับพระองค์ และพวกฟาริสีกับพวกปุโรหิตใหญ่จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ทั้งหลายไปเพื่อที่จะจับพระองค์

7:32 The Pharisees heard that the people murmured such things concerning him; and the Pharisees and the chief priests sent officers to take him.

7:33 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “อีกหน่อยหนึ่งเราจะอยู่กับท่านทั้งหลาย และจากนั้นเราจะไปหาพระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามา

7:33 Then said Jesus unto them, Yet a little while am I with you, and then I go unto him that sent me.

7:34 ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา และจะไม่พบเรา และที่ซึ่งเราอยู่นั้น ท่านทั้งหลายจะไปที่นั่นไม่ได้”

7:34 Ye shall seek me, and shall not find me: and where I am, thither ye cannot come.

7:35 แล้วพวกยิวจึงพูดกันในท่ามกลางพวกเขาเองว่า “คนนี้จะไปไหน ที่พวกเราจะหาเขาไม่พบ เขาจะไปหาคนที่ถูกกระจัดกระจายไปอยู่ในท่ามกลางพวกต่างชาติ และสั่งสอนพวกต่างชาติหรือ

7:35 Then said the Jews among themselves, Whither will he go, that we shall not find him? will he go unto the dispersed among the Gentiles, and teach the Gentiles?

7:36 นี่เป็นถ้อยคำลักษณะใดกันที่เขากล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา และจะไม่พบเรา และที่ซึ่งเราอยู่นั้น ท่านทั้งหลายจะไปที่นั่นไม่ได้’”

7:36 What manner of saying is this that he said, Ye shall seek me, and shall not find me: and where I am, thither ye cannot come?

พระวิญญาณบริสุทธิ์คือแม่น้ำประกอบด้วยชีวิต
7:37 ในวันสุดท้าย วันใหญ่แห่งเทศกาลเลี้ยงนั้น พระเยซูทรงยืนและร้อง โดยตรัสว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย จงให้ผู้นั้นมาหาเราและดื่ม

The Holy Spirit to Be a Flowing Well of Power
7:37 In the last day, that great day of the feast, Jesus stood and cried, saying, If any man thirst, let him come unto me, and drink.

7:38 ผู้ที่เชื่อในเรา ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้แล้วว่า ‘จากภายในผู้นั้น บรรดาแม่น้ำแห่งน้ำประกอบด้วยชีวิตจะไหลออกมา’”

7:38 He that believeth on me, as the scripture hath said, out of his belly shall flow rivers of living water.

7:39 (แต่พระองค์ตรัสสิ่งนี้เรื่องพระวิญญาณ ซึ่งคนทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์จะได้รับ ด้วยว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังไม่ถูกประทานให้ เพราะพระเยซูยังมิได้รับสง่าราศี)

7:39 (But this spake he of the Spirit, which they that believe on him should receive: for the Holy Ghost was not yet given; because that Jesus was not yet glorified.)

เห็นด้วยหรือต่อต้านพระเยซู
7:40 ฉะนั้นหลายคนในประชาชน เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินถ้อยคำนี้ จึงกล่าวว่า “แท้จริง ท่านผู้นี้เป็นศาสดาพยากรณ์ผู้นั้น”

For or Against Jesus
7:40 Many of the people therefore, when they heard this saying, said, Of a truth this is the Prophet.

7:41 คนอื่น ๆ กล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นพระคริสต์” แต่บางคนกล่าวว่า “พระคริสต์จะมาจากแคว้นกาลิลีหรือ

7:41 Others said, This is the Christ. But some said, Shall Christ come out of Galilee?

7:42 พระคัมภีร์กล่าวไว้มิใช่หรือว่า พระคริสต์จะมาจากเชื้อสายของดาวิด และมาจากนครเบธเลเฮมซึ่งดาวิดเคยอยู่นั้น”

7:42 Hath not the scripture said, That Christ cometh of the seed of David, and out of the town of Bethlehem, where David was?

7:43 ดังนั้นจึงมีการแตกแยกกันในท่ามกลางประชาชนเพราะเหตุพระองค์

7:43 So there was a division among the people because of him.

7:44 และบางคนในพวกเขาอยากจะจับพระองค์ แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือแตะต้องพระองค์เลย

7:44 And some of them would have taken him; but no man laid hands on him.

7:45 แล้วพวกเจ้าหน้าที่จึงมาหาพวกปุโรหิตใหญ่และพวกฟาริสี และพวกนั้นกล่าวกับพวกเจ้าหน้าที่ว่า “ทำไมพวกเจ้าไม่ได้นำเขามา”

7:45 Then came the officers to the chief priests and Pharisees; and they said unto them, Why have ye not brought him?

7:46 เจ้าหน้าที่เหล่านั้นตอบว่า “ไม่เคยมีผู้ใดพูดเหมือนคนนี้เลย”

7:46 The officers answered, Never man spake like this man.

7:47 แล้วพวกฟาริสีตอบพวกเขาว่า “พวกเจ้าถูกหลอกลวงไปด้วยแล้วหรือ

7:47 Then answered them the Pharisees, Are ye also deceived?

7:48 มีผู้ใดในพวกขุนนางหรือในพวกฟาริสีเชื่อในผู้นั้นหรือ

7:48 Have any of the rulers or of the Pharisees believed on him?

7:49 แต่ประชาชนนี้ผู้ที่ไม่รู้จักพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่งอยู่แล้ว”

7:49 But this people who knoweth not the law are cursed.

7:50 นิโคเดมัสกล่าวแก่พวกเขาว่า (ผู้ที่ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืนนั้น โดยเป็นคนหนึ่งในพวกเขา)

7:50 Nicodemus saith unto them, (he that came to Jesus by night, being one of them,)

7:51 “พระราชบัญญัติของพวกเราตัดสินคนใด ก่อนที่มันฟังเขา และทราบว่าเขาทำอะไรหรือ”

7:51 Doth our law judge any man, before it hear him, and know what he doeth?

7:52 เขาทั้งหลายตอบและกล่าวแก่นิโคเดมัสว่า “ท่านมาจากแคว้นกาลิลีด้วยหรือ จงค้นหาและดูเถิด เพราะว่าไม่มีศาสดาพยากรณ์เกิดขึ้นมาจากแคว้นกาลิลีเลย”

7:52 They answered and said unto him, Art thou also of Galilee? Search, and look: for out of Galilee ariseth no prophet.

7:53 และทุกคนไปยังบ้านของตน

7:53 And every man went unto his own house.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope