กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ยอห์น 6 / John 6

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]

ทรงเลี้ยงคนห้าพันคน (มธ 14:13-21; มก 6:32-44; ลก 9:10-17)
6:1 หลังจากสิ่งเหล่านี้พระเยซูก็เสด็จไปข้ามทะเลกาลิลี ซึ่งก็คือทะเลทิเบเรียส

Feeding the Five Thousand (Matt. 14:13-21; Mark 6:32-44; Luke 9:10-17)
6:1 After these things Jesus went over the sea of Galilee, which is the sea of Tiberias.

6:2 และคนเป็นอันมากได้ตามพระองค์ไป เพราะเขาเหล่านั้นได้เห็นบรรดาการอัศจรรย์ของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำต่อคนทั้งหลายที่เป็นโรคภัย

6:2 And a great multitude followed him, because they saw his miracles which he did on them that were diseased.

6:3 และพระเยซูเสด็จขึ้นไปบนภูเขา และพระองค์ประทับนั่งที่นั่นพร้อมกับพวกสาวกของพระองค์

6:3 And Jesus went up into a mountain, and there he sat with his disciples.

6:4 และเทศกาลปัสกา เทศกาลเลี้ยงของพวกยิว ใกล้จะถึงแล้ว

6:4 And the passover, a feast of the Jews, was nigh.

6:5 และเมื่อพระเยซูทรงแหงนพระเนตรของพระองค์ขึ้น และทอดพระเนตรเห็นคนเป็นอันมากมาหาพระองค์ พระองค์จึงตรัสกับฟีลิปว่า “พวกเราจะซื้ออาหารจากที่ไหน เพื่อคนเหล่านี้จะได้รับประทาน”

6:5 When Jesus then lifted up his eyes, and saw a great company come unto him, he saith unto Philip, Whence shall we buy bread, that these may eat?

6:6 และพระองค์ตรัสเช่นนี้เพื่อจะลองใจฟีลิป เพราะพระองค์เองทรงทราบแล้วว่าพระองค์จะทรงกระทำประการใด

6:6 And this he said to prove him: for he himself knew what he would do.

6:7 ฟีลิปทูลตอบพระองค์ว่า “ขนมปังมูลค่าสองร้อยเหรียญเดนาริอันก็ไม่พอสำหรับพวกเขา เพื่อพวกเขาทุกคนจะได้กินคนละเล็กละน้อย”

6:7 Philip answered him, Two hundred pennyworth of bread is not sufficient for them, that every one of them may take a little.

6:8 คนหนึ่งของพวกสาวกของพระองค์ คืออันดรูว์ น้องชายของซีโมนเปโตร ทูลพระองค์ว่า

6:8 One of his disciples, Andrew, Simon Peter's brother, saith unto him,

6:9 “มีเด็กชายคนหนึ่งอยู่ที่นี่ ซึ่งมีขนมข้าวบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาเล็ก ๆ สองตัว แต่เท่านั้นจะพออะไรในท่ามกลางคนมากอย่างนี้”

6:9 There is a lad here, which hath five barley loaves, and two small fishes: but what are they among so many?

6:10 และพระเยซูตรัสว่า “จงให้คนทั้งปวงนั่งลงเถิด” บัดนี้มีหญ้ามากในสถานที่แห่งนั้น ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงนั่งลง จำนวนคนได้ประมาณห้าพันคน

6:10 And Jesus said, Make the men sit down. Now there was much grass in the place. So the men sat down, in number about five thousand.

6:11 และพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปังเหล่านั้น และเมื่อพระองค์ทรงขอบพระคุณแล้ว พระองค์ก็ทรงแจกจ่ายแก่พวกสาวก และพวกสาวกแก่คนเหล่านั้นที่นั่งอยู่ และให้ปลาเช่นกันมากเท่าที่พวกเขาปรารถนา

6:11 And Jesus took the loaves; and when he had given thanks, he distributed to the disciples, and the disciples to them that were set down; and likewise of the fishes as much as they would.

6:12 เมื่อเขาทั้งหลายกินอิ่มแล้ว พระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดเสียไป”

6:12 When they were filled, he said unto his disciples, Gather up the fragments that remain, that nothing be lost.

6:13 เหตุฉะนั้น พวกเขาจึงเก็บเศษอาหารเหล่านั้น ใส่กระบุงได้สิบสองกระบุงเต็มด้วยเศษขนมข้าวบาร์เลย์ห้าก้อน ซึ่งเหลืออยู่และเกินจากที่คนทั้งหลายได้กินแล้วนั้น

6:13 Therefore they gathered them together, and filled twelve baskets with the fragments of the five barley loaves, which remained over and above unto them that had eaten.

6:14 และคนเหล่านั้น เมื่อพวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูได้ทรงกระทำ กล่าวว่า “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นศาสดาพยากรณ์ผู้นั้นที่จะทรงเข้ามาในโลก”

6:14 Then those men, when they had seen the miracle that Jesus did, said, This is of a truth that prophet that should come into the world.

พระเยซูดำเนินบนน้ำ (มธ 14:22-36; มก 6:45-56)
6:15 เหตุฉะนั้นเมื่อพระเยซูทรงรับรู้ว่า เขาทั้งหลายตั้งใจจะมาและจับพระองค์โดยใช้กำลัง เพื่อที่จะตั้งพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เสด็จไปที่ภูเขาอีกแต่ลำพัง

Jesus Walks on Water (Matt. 14:22-36; Mark 6:45-56)
6:15 When Jesus therefore perceived that they would come and take him by force, to make him a king, he departed again into a mountain himself alone.

6:16 และเมื่อถึงเวลาเย็นแล้ว พวกสาวกของพระองค์ก็ได้ลงไปที่ทะเล

6:16 And when even was now come, his disciples went down unto the sea,

6:17 และลงเรือลำหนึ่ง และข้ามทะเลไปทางเมืองคาเปอรนาอุม และบัดนี้มืดแล้ว และพระเยซูยังไม่ได้เสด็จมายังพวกเขา

6:17 And entered into a ship, and went over the sea toward Capernaum. And it was now dark, and Jesus was not come to them.

6:18 และทะเลก็กำเริบขึ้นเพราะเหตุมีลมแรงที่พัดผ่านมา

6:18 And the sea arose by reason of a great wind that blew.

6:19 ดังนั้นเมื่อเขาทั้งหลายตีกรรเชียงไปได้ประมาณห้าหรือหกกิโลเมตร พวกเขาได้เห็นพระเยซูเสด็จดำเนินมาบนทะเล และกำลังเข้ามาใกล้เรือลำนั้น และพวกเขาก็ตกใจกลัว

6:19 So when they had rowed about five and twenty or thirty furlongs, they see Jesus walking on the sea, and drawing nigh unto the ship: and they were afraid.

6:20 แต่พระองค์ตรัสแก่พวกเขาว่า “นี่คือเราเอง อย่ากลัวเลย”

6:20 But he saith unto them, It is I; be not afraid.

6:21 แล้วพวกเขาจึงรับพระองค์ลงเรือด้วยความเต็มใจ และในทันใดนั้นเรือนั้นก็ถึงฝั่งที่พวกเขาจะไปนั้น

6:21 Then they willingly received him into the ship: and immediately the ship was at the land whither they went.

การเทศนาของพระเยซูเกี่ยวกับอาหารแห่งชีวิต
6:22 วันต่อมา เมื่อประชาชนซึ่งอยู่ฝั่งข้างโน้นของทะเล เห็นว่าไม่มีเรือลำอื่นที่นั่น เว้นแต่ลำที่พวกสาวกของพระองค์ลงไปเพียงลำเดียว และเห็นว่าพระเยซูมิได้เสด็จลงเรือลำนั้นไปกับพวกสาวกของพระองค์ แต่พวกสาวกของพระองค์ไปตามลำพังเท่านั้น

Jesus' Sermon on the Bread of Life
6:22 The day following, when the people which stood on the other side of the sea saw that there was none other boat there, save that one whereinto his disciples were entered, and that Jesus went not with his disciples into the boat, but that his disciples were gone away alone;

6:23 (แต่มีเรือลำอื่นหลายลำมาจากทิเบเรียส ใกล้สถานที่ที่เขาทั้งหลายได้กินขนมปัง หลังจากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอบพระคุณแล้ว)

6:23 (Howbeit there came other boats from Tiberias nigh unto the place where they did eat bread, after that the Lord had given thanks:)

6:24 เหตุฉะนั้นเมื่อประชาชนเห็นว่า พระเยซูไม่ได้อยู่ที่นั่น พวกสาวกของพระองค์ก็ไม่อยู่เช่นกัน พวกเขาจึงลงเรือไป และมายังเมืองคาเปอรนาอุม โดยตามหาพระเยซู

6:24 When the people therefore saw that Jesus was not there, neither his disciples, they also took shipping, and came to Capernaum, seeking for Jesus.

6:25 และเมื่อพวกเขาได้พบพระองค์ที่ฝั่งข้างโน้นของทะเลแล้ว เขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า “รับบี ท่านมาที่นี่เมื่อไร”

6:25 And when they had found him on the other side of the sea, they said unto him, Rabbi, when camest thou hither?

6:26 พระเยซูทรงตอบพวกเขาและตรัสว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายตามหาเรา มิใช่เพราะพวกท่านได้เห็นการอัศจรรย์เหล่านั้น แต่เพราะพวกท่านได้กินขนมปัง และอิ่ม

6:26 Jesus answered them and said, Verily, verily, I say unto you, Ye seek me, not because ye saw the miracles, but because ye did eat of the loaves, and were filled.

6:27 อย่าขวนขวายหาอาหารที่ย่อมเสื่อมสูญไป แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่ถึงชีวิตนิรันดร์ ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่พวกท่าน เพราะพระบุตรนั้น พระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตราไว้แล้ว”

6:27 Labour not for the meat which perisheth, but for that meat which endureth unto everlasting life, which the Son of man shall give unto you: for him hath God the Father sealed.

6:28 แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำประการใด เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะกระทำงานทั้งหลายของพระเจ้าได้”

6:28 Then said they unto him, What shall we do, that we might work the works of God?

6:29 พระเยซูทรงตอบและตรัสกับพวกเขาว่า “นี่แหละเป็นงานของพระเจ้า คือที่ท่านทั้งหลายเชื่อในท่านผู้ที่พระองค์ได้ทรงส่งมานั้น”

6:29 Jesus answered and said unto them, This is the work of God, that ye believe on him whom he hath sent.

6:30 เหตุฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า “แล้วท่านจะแสดงหมายสำคัญอะไร เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจะเห็นและเชื่อท่าน ท่านจะกระทำการอะไรบ้าง

6:30 They said therefore unto him, What sign shewest thou then, that we may see, and believe thee? what dost thou work?

6:31 บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุรกันดารนั้น ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า ‘พระองค์ได้ประทานอาหารจากฟ้าสวรรค์ให้เขาทั้งหลายกิน’”

6:31 Our fathers did eat manna in the desert; as it is written, He gave them bread from heaven to eat.

6:32 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า โมเสสไม่ได้ให้อาหารจากฟ้าสวรรค์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย แต่พระบิดาของเราประทานอาหารแท้ซึ่งมาจากสวรรค์ให้แก่ท่านทั้งหลาย

6:32 Then Jesus said unto them, Verily, verily, I say unto you, Moses gave you not that bread from heaven; but my Father giveth you the true bread from heaven.

6:33 เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้น คือท่านซึ่งลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก”

6:33 For the bread of God is he which cometh down from heaven, and giveth life unto the world.

6:34 แล้วเขาทั้งหลายจึงทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า โปรดให้อาหารนี้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเสมอไปเถิด”

6:34 Then said they unto him, Lord, evermore give us this bread.

6:35 และพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวอีก และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย

6:35 And Jesus said unto them, I am the bread of life: he that cometh to me shall never hunger; and he that believeth on me shall never thirst.

6:36 แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายแล้วว่า ท่านทั้งหลายได้เห็นเราแล้ว และไม่เชื่อ

6:36 But I said unto you, That ye also have seen me, and believe not.

6:37 สารพัดที่พระบิดาประทานแก่เราจะมาสู่เรา และผู้ที่มาหาเรา เราก็จะไม่ขับไล่ออกไปเลย

6:37 All that the Father giveth me shall come to me; and him that cometh to me I will in no wise cast out.

6:38 เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่พระประสงค์ของพระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามา

6:38 For I came down from heaven, not to do mine own will, but the will of him that sent me.

6:39 และนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาผู้ซึ่งได้ทรงส่งเรามานั้น คือจากสิ่งสารพัดซึ่งพระองค์ทรงมอบไว้กับเราแล้วนั้น เราจะไม่ให้พินาศสูญไปสักสิ่งเดียว แต่จะตั้งมันขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย

6:39 And this is the Father's will which hath sent me, that of all which he hath given me I should lose nothing, but should raise it up again at the last day.

6:40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของผู้ที่ได้ทรงส่งเรามานั้น ที่จะให้ทุกคนซึ่งเห็นพระบุตร และเชื่อในพระบุตรนั้น จะมีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย”

6:40 And this is the will of him that sent me, that every one which seeth the Son, and believeth on him, may have everlasting life: and I will raise him up at the last day.

6:41 พวกยิวจึงบ่นพึมพำกันเรื่องพระองค์ เพราะพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์”

6:41 The Jews then murmured at him, because he said, I am the bread which came down from heaven.

6:42 และเขาทั้งหลายกล่าวว่า “คนนี้เป็นเยซูลูกชายของโยเซฟมิใช่หรือ ผู้ซึ่งพ่อแม่ของเขาพวกเราก็รู้จัก เหตุใดคนนี้จึงกล่าวว่า ‘เราได้ลงมาจากสวรรค์’”

6:42 And they said, Is not this Jesus, the son of Joseph, whose father and mother we know? how is it then that he saith, I came down from heaven?

6:43 ฉะนั้นพระเยซูทรงตอบและตรัสกับเขาเหล่านั้นว่า “อย่าบ่นกันในท่ามกลางพวกท่านเองเลย

6:43 Jesus therefore answered and said unto them, Murmur not among yourselves.

6:44 ไม่มีผู้ใดสามารถมาถึงเราได้ ยกเว้นพระบิดาผู้ซึ่งทรงส่งเรามาแล้วนั้นจะทรงชักนำเขามา และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย

6:44 No man can come to me, except the Father which hath sent me draw him: and I will raise him up at the last day.

6:45 มีเขียนไว้แล้วในพวกศาสดาพยากรณ์ว่า ‘และพวกเขาทุกคนจะเรียนรู้จากพระเจ้า’ เหตุฉะนั้นทุกคนที่ได้ยิน และได้เรียนรู้จากพระบิดาแล้ว ก็มาถึงเรา

6:45 It is written in the prophets, And they shall be all taught of God. Every man therefore that hath heard, and hath learned of the Father, cometh unto me.

6:46 ไม่มีผู้ใดได้เห็นพระบิดา ยกเว้นท่านผู้ซึ่งมาจากพระเจ้า ท่านนั้นแหละได้เห็นพระบิดาแล้ว

6:46 Not that any man hath seen the Father, save he which is of God, he hath seen the Father.

6:47 แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเราก็มีชีวิตนิรันดร์

6:47 Verily, verily, I say unto you, He that believeth on me hath everlasting life.

6:48 เราเป็นอาหารแห่งชีวิตนั้น

6:48 I am that bread of life.

6:49 บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาในถิ่นทุรกันดาร และสิ้นชีวิต

6:49 Your fathers did eat manna in the wilderness, and are dead.

6:50 นี่แหละเป็นอาหารซึ่งลงมาจากสวรรค์ เพื่อมนุษย์คนใดจะได้กินอาหารนั้น และไม่ตาย

6:50 This is the bread which cometh down from heaven, that a man may eat thereof, and not die.

6:51 เราเป็นอาหารที่ดำรงชีวิตซึ่งได้ลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และอาหารที่เราจะให้นั้นคือเนื้อหนังของเรา ซึ่งเราจะให้เพื่อเป็นชีวิตของโลก”

6:51 I am the living bread which came down from heaven: if any man eat of this bread, he shall live for ever: and the bread that I will give is my flesh, which I will give for the life of the world.

6:52 ฉะนั้นพวกยิวจึงทุ่มเถียงกันในท่ามกลางพวกเขาเอง โดยกล่าวว่า “ผู้นี้จะเอาเนื้อหนังของเขาให้พวกเรากินได้อย่างไร”

6:52 The Jews therefore strove among themselves, saying, How can this man give us his flesh to eat?

6:53 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ยกเว้นท่านทั้งหลายกินเนื้อหนังของบุตรมนุษย์ และดื่มโลหิตของท่าน ท่านทั้งหลายก็ไม่มีชีวิตในตัวพวกท่านเลย

6:53 Then Jesus said unto them, Verily, verily, I say unto you, Except ye eat the flesh of the Son of man, and drink his blood, ye have no life in you.

6:54 ผู้ใดก็ตามที่กินเนื้อหนังของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย

6:54 Whoso eateth my flesh, and drinketh my blood, hath eternal life; and I will raise him up at the last day.

6:55 เพราะว่าเนื้อหนังของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราก็เป็นของดื่มแท้

6:55 For my flesh is meat indeed, and my blood is drink indeed.

6:56 ผู้ที่กินเนื้อหนังของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็ดำรงอยู่ในเรา และเราอยู่ในเขา

6:56 He that eateth my flesh, and drinketh my blood, dwelleth in me, and I in him.

6:57 พระบิดาผู้ทรงพระชนม์อยู่ได้ทรงส่งเรามา และเราดำรงชีวิตอยู่โดยทางพระบิดานั้นฉันใด ผู้ที่กินเรา ผู้นั้นก็จะมีชีวิตโดยทางเราฉันนั้น

6:57 As the living Father hath sent me, and I live by the Father: so he that eateth me, even he shall live by me.

6:58 นี่แหละเป็นอาหารซึ่งได้ลงมาจากสวรรค์ ไม่เหมือนกับที่บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานาและสิ้นชีวิต ผู้ที่กินอาหารนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป”

6:58 This is that bread which came down from heaven: not as your fathers did eat manna, and are dead: he that eateth of this bread shall live for ever.

6:59 สิ่งเหล่านี้พระองค์ได้ตรัสในธรรมศาลา ขณะที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่ในเมืองคาเปอรนาอุม

6:59 These things said he in the synagogue, as he taught in Capernaum.

พวกสาวกไม่เข้าใจคำสั่งสอนของพระเยซู (มธ 8:19-22; 10:36)
6:60 ฉะนั้นหลายคนในพวกสาวกของพระองค์ เมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งนี้ จึงกล่าวว่า “นี่เป็นถ้อยคำที่ยากนัก ใครจะฟังถ้อยคำนี้ได้”

Jesus' Teaching Not Understood (Matt. 8:19-22; 10:36)
6:60 Many therefore of his disciples, when they had heard this, said, This is an hard saying; who can hear it?

6:61 เมื่อพระเยซูทรงทราบภายในพระองค์เองว่า พวกสาวกของพระองค์บ่นถึงถ้อยคำนี้ พระองค์ได้ตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้อยคำนี้ทำให้ท่านทั้งหลายสะดุดหรือ

6:61 When Jesus knew in himself that his disciples murmured at it, he said unto them, Doth this offend you?

6:62 และถ้าท่านทั้งหลายจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จขึ้นไปยังที่ซึ่งท่านอยู่แต่ก่อนนั้น จะเป็นอย่างไร

6:62 What and if ye shall see the Son of man ascend up where he was before?

6:63 จิตวิญญาณคือสิ่งที่ทำให้มีชีวิต ส่วนเนื้อหนังไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใด บรรดาถ้อยคำที่เรากล่าวกับท่านทั้งหลายนั้น ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต

6:63 It is the spirit that quickeneth; the flesh profiteth nothing: the words that I speak unto you, they are spirit, and they are life.

6:64 แต่มีบางคนในพวกท่านที่ไม่เชื่อ” เพราะพระเยซูทรงทราบตั้งแต่แรกว่ามีผู้ใดบ้างที่ไม่เชื่อ และผู้ใดที่จะทรยศพระองค์

6:64 But there are some of you that believe not. For Jesus knew from the beginning who they were that believed not, and who should betray him.

6:65 และพระองค์ตรัสว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า ‘ไม่มีผู้ใดจะสามารถมาถึงเราได้ ยกเว้นพระบิดาของเราได้โปรดประทานสิ่งนั้นแก่ผู้นั้น’”

6:65 And he said, Therefore said I unto you, that no man can come unto me, except it were given unto him of my Father.

6:66 ตั้งแต่เวลานั้นมา หลายคนในพวกสาวกของพระองค์ก็กลับไป และไม่เดินกับพระองค์อีกต่อไป

6:66 From that time many of his disciples went back, and walked no more with him.

คำกล่าวถึงความเชื่อของเปโตร
6:67 แล้วพระเยซูตรัสกับสิบสองคนนั้นว่า “พวกท่านก็จะจากไปด้วยหรือ”

Peter's Confession of Faith
6:67 Then said Jesus unto the twelve, Will ye also go away?

6:68 แล้วซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีบรรดาถ้อยคำแห่งชีวิตนิรันดร์

6:68 Then Simon Peter answered him, Lord, to whom shall we go? thou hast the words of eternal life.

6:69 และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อและแน่ใจแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ผู้นั้น พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่”

6:69 And we believe and are sure that thou art that Christ, the Son of the living God.

6:70 พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “เราได้เลือกพวกท่านสิบสองคนแล้วมิใช่หรือ และคนหนึ่งในพวกท่านเป็นมารร้าย”

6:70 Jesus answered them, Have not I chosen you twelve, and one of you is a devil?

6:71 พระองค์ตรัสถึงยูดาสอิสคาริโอทบุตรชายของซีโมน เพราะเขาเป็นผู้ที่จะทรยศพระองค์ โดยเป็นคนหนึ่งในสิบสองคนนั้น

6:71 He spake of Judas Iscariot the son of Simon: for he it was that should betray him, being one of the twelve.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope