กลับหน้าแรก / Main Menu

 

กิจการ 7 / Acts 7

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24] [25] [26] [27] [28]


7:1 แล้วมหาปุโรหิตกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้เป็นดังนั้นหรือ”

7:1 Then said the high priest, Are these things so?

สเทเฟนได้เล่าถึงการที่พระเจ้าได้ทรงกระทำไว้กับชนชาติอิสราเอล
7:2 และสเทเฟนกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย พี่น้องและบรรดาท่านผู้อาวุโส ขอตั้งใจฟังเถิด พระเจ้าแห่งสง่าราศีได้ทรงปรากฏแก่อับราฮัมบิดาของพวกเรา เมื่อท่านอยู่ในประเทศเมโสโปเตเมีย ก่อนที่ท่านอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน

Stephen Recounts God's Dealing with Israel
7:2 And he said, Men, brethren, and fathers, hearken; The God of glory appeared unto our father Abraham, when he was in Mesopotamia, before he dwelt in Charran,

7:3 และได้ตรัสกับท่านว่า ‘เจ้าจงออกไปจากประเทศของเจ้า และจากญาติพี่น้องของเจ้า และมายังแผ่นดินซึ่งเราจะสำแดงให้เจ้าเห็น’

7:3 And said unto him, Get thee out of thy country, and from thy kindred, and come into the land which I shall shew thee.

7:4 แล้วอับราฮัมได้ออกจากแผ่นดินของชาวเคลเดีย และอาศัยอยู่ในเมืองฮาราน และจากที่นั่น เมื่อบิดาของท่านสิ้นชีพแล้ว พระองค์ทรงย้ายท่านเข้ามาในแผ่นดินนี้ ที่ซึ่งท่านทั้งหลายอาศัยอยู่ตอนนี้

7:4 Then came he out of the land of the Chaldaeans, and dwelt in Charran: and from thence, when his father was dead, he removed him into this land, wherein ye now dwell.

7:5 และพระองค์ไม่โปรดให้ท่านมีมรดกในแผ่นดินนี้ ไม่เลย แม้แต่ส่วนที่สามารถวางเท้าของท่านก็ไม่ได้ แต่พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะประทานแผ่นดินนี้แก่ท่านเป็นกรรมสิทธิ์ และแก่เชื้อสายของท่านที่มาภายหลังท่าน ขณะเมื่อท่านยังไม่มีบุตร

7:5 And he gave him none inheritance in it, no, not so much as to set his foot on: yet he promised that he would give it to him for a possession, and to his seed after him, when as yet he had no child.

7:6 และพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และชาวประเทศนั้นจะนำพวกเขาเข้าไปสู่ความเป็นทาส และจะปฏิบัติอย่างชั่วร้ายต่อพวกเขาเป็นเวลาสี่ร้อยปี

7:6 And God spake on this wise, That his seed should sojourn in a strange land; and that they should bring them into bondage, and entreat them evil four hundred years.

7:7 ‘และเราจะพิพากษาประเทศที่พวกเขาจะเป็นทาสนั้น’ พระเจ้าตรัส ‘และหลังจากนั้นพวกเขาจะออกมาและปรนนิบัติเราในสถานที่แห่งนี้’

7:7 And the nation to whom they shall be in bondage will I judge, said God: and after that shall they come forth, and serve me in this place.

7:8 และพระองค์ได้ทรงตั้งพันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัตไว้กับอับราฮัม และอับราฮัมจึงให้กำเนิดอิสอัค และให้อิสอัคเข้าสุหนัตในวันที่แปด และอิสอัคให้กำเนิดยาโคบ และยาโคบให้กำเนิดบรรพบุรุษสิบสองคนนั้น

7:8 And he gave him the covenant of circumcision: and so Abraham begat Isaac, and circumcised him the eighth day; and Isaac begat Jacob; and Jacob begat the twelve patriarchs.

7:9 และบรรพบุรุษเหล่านั้น เพราะความอิจฉาได้ขายโยเซฟเข้าไปในประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ

7:9 And the patriarchs, moved with envy, sold Joseph into Egypt: but God was with him,

7:10 และโปรดช่วยโยเซฟให้พ้นจากความทุกข์ลำบากทั้งสิ้นของท่าน และทรงให้ท่านเป็นที่โปรดปรานและมีสติปัญญาในสายพระเนตรของฟาโรห์ กษัตริย์แห่งประเทศอียิปต์ และท่านได้ตั้งโยเซฟให้เป็นผู้ปกครองประเทศอียิปต์กับทั้งพระราชสำนักของท่าน

7:10 And delivered him out of all his afflictions, and gave him favour and wisdom in the sight of Pharaoh king of Egypt; and he made him governor over Egypt and all his house.

7:11 บัดนี้ได้บังเกิดการกันดารอาหารทั่วแผ่นดินแห่งอียิปต์และคานาอัน และมีความทุกข์ลำบากมาก และบรรพบุรุษของพวกเราหาอาหารไม่พบ

7:11 Now there came a dearth over all the land of Egypt and Chanaan, and great affliction: and our fathers found no sustenance.

7:12 แต่เมื่อยาโคบได้ยินว่ามีข้าวอยู่ในประเทศอียิปต์ ท่านจึงส่งบรรพบุรุษของพวกเราไปเป็นครั้งแรก

7:12 But when Jacob heard that there was corn in Egypt, he sent out our fathers first.

7:13 และในครั้งที่สอง โยเซฟถูกเปิดเผยแก่พวกพี่น้องของท่าน และญาติพี่น้องของท่านถูกเปิดเผยแก่ฟาโรห์

7:13 And at the second time Joseph was made known to his brethren; and Joseph's kindred was made known unto Pharaoh.

7:14 แล้วโยเซฟได้ส่งไป และเชิญยาโคบบิดาของท่านให้มาหาท่าน กับบรรดาญาติพี่น้องของท่านเจ็ดสิบห้าคน

7:14 Then sent Joseph, and called his father Jacob to him, and all his kindred, threescore and fifteen souls.

7:15 ดังนั้นยาโคบจึงได้ลงไปยังประเทศอียิปต์ และได้สิ้นชีพ ทั้งท่านกับบรรพบุรุษของพวกเรา

7:15 So Jacob went down into Egypt, and died, he, and our fathers,

7:16 และถูกนำเข้าไปในเมืองเชเคม และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ที่อับราฮัมซื้อด้วยเงินจำนวนหนึ่ง จากบุตรชายทั้งหลายของฮาโมร์บิดาของเชเคม

7:16 And were carried over into Sychem, and laid in the sepulchre that Abraham bought for a sum of money of the sons of Emmor the father of Sychem.

7:17 แต่เมื่อเวลาแห่งพระสัญญานั้นใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งพระเจ้าได้ทรงปฏิญาณไว้กับอับราฮัม ประชากรอิสราเอลได้เติบโตขึ้นและทวีคูณในประเทศอียิปต์

7:17 But when the time of the promise drew nigh, which God had sworn to Abraham, the people grew and multiplied in Egypt,

7:18 จนกระทั่งกษัตริย์อีกองค์หนึ่งได้ขึ้นเสวยราชย์ ซึ่งไม่รู้จักโยเซฟ

7:18 Till another king arose, which knew not Joseph.

7:19 กษัตริย์องค์เดียวกันนั้นได้ทรงออกอุบายกับญาติพี่น้องของพวกเรา และปฏิบัติอย่างชั่วร้ายต่อบรรพบุรุษของพวกเรา เพื่อที่พวกเขาจะโยนทิ้งบรรดาลูกอ่อนของพวกเขาเสีย เพื่อไม่ให้ลูกอ่อนเหล่านั้นมีชีวิตรอดอยู่ได้

7:19 The same dealt subtilly with our kindred, and evil entreated our fathers, so that they cast out their young children, to the end they might not live.

7:20 ในเวลานั้นโมเสสได้ถือกำเนิด และรูปงามยิ่งนัก และได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตในบ้านของบิดาจนครบสามเดือน

7:20 In which time Moses was born, and was exceeding fair, and nourished up in his father's house three months:

7:21 และเมื่อลูกอ่อนนั้นถูกทิ้งออกไปแล้ว ราชธิดาของฟาโรห์ก็เอาลูกอ่อนนั้นขึ้นมา และได้เลี้ยงลูกอ่อนนั้นไว้ต่างบุตรชายของตนเอง

7:21 And when he was cast out, Pharaoh's daughter took him up, and nourished him for her own son.

7:22 และโมเสสได้เรียนรู้ในปัญญาทั้งสิ้นของชาวอียิปต์ และมีความสามารถมากในการพูดและในกิจการต่าง ๆ

7:22 And Moses was learned in all the wisdom of the Egyptians, and was mighty in words and in deeds.

7:23 และเมื่อโมเสสมีอายุได้สี่สิบปีเต็มแล้ว ในใจของท่านก็อยากที่จะไปเยี่ยมญาติพี่น้องของท่าน คือลูกหลานของอิสราเอล

7:23 And when he was full forty years old, it came into his heart to visit his brethren the children of Israel.

7:24 และเมื่อเห็นคนหนึ่งในพวกเขาถูกทำร้าย ท่านจึงปกป้องเขา และแก้แค้นให้คนที่ถูกกดขี่นั้น และได้ฆ่าชาวอียิปต์คนนั้น

7:24 And seeing one of them suffer wrong, he defended him, and avenged him that was oppressed, and smote the Egyptian:

7:25 ด้วยว่าท่านคาดว่าญาติพี่น้องของท่านคงจะเข้าใจว่า ด้วยมือของท่านพระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดพ้น แต่พวกเขาหาเข้าใจไม่

7:25 For he supposed his brethren would have understood how that God by his hand would deliver them: but they understood not.

7:26 และวันต่อมา โมเสสได้สำแดงตนเองแก่พวกเขาขณะที่พวกเขาวิวาทกันอยู่ และอยากจะให้พวกเขากลับคืนดีกันอีก โดยกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายเอ๋ย พวกท่านเป็นพี่น้องกัน ไฉนพวกท่านจึงทำผิดต่อกันและกันเล่า’

7:26 And the next day he shewed himself unto them as they strove, and would have set them at one again, saying, Sirs, ye are brethren; why do ye wrong one to another?

7:27 แต่คนที่ทำผิดต่อเพื่อนบ้านของตนนั้นผลักโมเสสออกไป โดยกล่าวว่า ‘ใครแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษาเหนือพวกเรา

7:27 But he that did his neighbour wrong thrust him away, saying, Who made thee a ruler and a judge over us?

7:28 ท่านจะฆ่าข้าพเจ้าเหมือนกับที่ท่านได้ฆ่าคนอียิปต์คนนั้นเมื่อวานนี้หรือ’

7:28 Wilt thou kill me, as thou diddest the Egyptian yesterday?

7:29 แล้วโมเสสจึงหนีไปเมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ และเป็นคนแปลกหน้าในแผ่นดินแห่งมีเดียน ซึ่งที่นั่นท่านให้กำเนิดบุตรชายสองคน

7:29 Then fled Moses at this saying, and was a stranger in the land of Madian, where he begat two sons.

7:30 และเมื่อล่วงไปได้สี่สิบปีแล้ว ในถิ่นทุรกันดารแห่งภูเขาซีนาย มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่ท่านในเปลวไฟในพุ่มไม้

7:30 And when forty years were expired, there appeared to him in the wilderness of mount Sina an angel of the Lord in a flame of fire in a bush.

7:31 เมื่อโมเสสเห็นสิ่งนี้ ท่านก็ประหลาดใจในสิ่งที่ได้เห็นนั้น และขณะที่ท่านกำลังเข้ามาใกล้เพื่อจะมองดูสิ่งนั้น พระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็ตรัสกับท่าน

7:31 When Moses saw it, he wondered at the sight: and as he drew near to behold it, the voice of the Lord came unto him,

7:32 โดยตรัสว่า ‘เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า เป็นพระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ’ แล้วโมเสสก็ตัวสั่น และไม่กล้ามองดู

7:32 Saying, I am the God of thy fathers, the God of Abraham, and the God of Isaac, and the God of Jacob. Then Moses trembled, and durst not behold.

7:33 แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า ‘จงถอดรองเท้าของเจ้าออกเสียจากเท้าของเจ้า เพราะว่าสถานที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่นี้เป็นพื้นที่บริสุทธิ์

7:33 Then said the Lord to him, Put off thy shoes from thy feet: for the place where thou standest is holy ground.

7:34 เราได้เห็น เราได้เห็นความทุกข์เข็ญของประชากรของเราซึ่งอยู่ในประเทศอียิปต์แล้ว และเราได้ยินเสียงคร่ำครวญของพวกเขา และเราลงมาเพื่อจะช่วยพวกเขาให้รอดพ้น และบัดนี้จงมาเถิด เราจะส่งเจ้าเข้าไปในประเทศอียิปต์’

7:34 I have seen, I have seen the affliction of my people which is in Egypt, and I have heard their groaning, and am come down to deliver them. And now come, I will send thee into Egypt.

7:35 โมเสสผู้นี้ ผู้ซึ่งพวกเขาปฏิเสธโดยกล่าวว่า ‘ใครได้แต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ครอบครองและผู้พิพากษา’ ผู้เดียวกันนี้พระเจ้าทรงส่งให้เป็นผู้ครอบครองและผู้ช่วยให้พ้น โดยมือของทูตสวรรค์ซึ่งได้ปรากฏแก่ท่านในพุ่มไม้

7:35 This Moses whom they refused, saying, Who made thee a ruler and a judge? the same did God send to be a ruler and a deliverer by the hand of the angel which appeared to him in the bush.

7:36 ท่านนำเขาทั้งหลายออกมา หลังจากที่ท่านได้แสดงบรรดาการมหัศจรรย์และหมายสำคัญต่าง ๆ ในแผ่นดินแห่งอียิปต์ และในทะเลแดง และในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาสี่สิบปี

7:36 He brought them out, after that he had shewed wonders and signs in the land of Egypt, and in the Red sea, and in the wilderness forty years.

7:37 โมเสสคนนี้แหละ ซึ่งได้กล่าวแก่ลูกหลานของอิสราเอลว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของพวกท่านจะโปรดตั้งผู้พยากรณ์ผู้หนึ่งขึ้นมาแก่พวกท่านจากพวกพี่น้องของพวกท่าน เหมือนอย่างเรา พวกท่านจงฟังผู้นั้น’

7:37 This is that Moses, which said unto the children of Israel, A prophet shall the Lord your God raise up unto you of your brethren, like unto me; him shall ye hear.

7:38 โมเสสคนนี้แหละ ที่ได้อยู่ในที่ประชุมในถิ่นทุรกันดารกับทูตสวรรค์ซึ่งได้ตรัสแก่ท่านในภูเขาซีนาย และอยู่กับบรรพบุรุษของพวกเรา ผู้ซึ่งได้รับพระดำรัสอันทรงชีวิตมาเพื่อให้แก่พวกเรา

7:38 This is he, that was in the church in the wilderness with the angel which spake to him in the mount Sina, and with our fathers: who received the lively oracles to give unto us:

7:39 ผู้ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเราไม่ยอมเชื่อฟัง แต่ได้ผลักไสท่านให้ไปจากพวกเขา และในใจของพวกเขาได้หันกลับไปยังแผ่นดินอียิปต์อีก

7:39 To whom our fathers would not obey, but thrust him from them, and in their hearts turned back again into Egypt,

7:40 โดยกล่าวแก่อาโรนว่า ‘ขอจงสร้างบรรดาพระให้แก่พวกเราเพื่อที่จะนำหน้าพวกเราไป ด้วยว่าสำหรับโมเสสคนนี้ ซึ่งได้นำพวกเราออกมาจากแผ่นดินแห่งอียิปต์นั้น พวกเราไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน’

7:40 Saying unto Aaron, Make us gods to go before us: for as for this Moses, which brought us out of the land of Egypt, we wot not what is become of him.

7:41 และพวกเขาได้ทำรูปลูกวัวในวันเหล่านั้น และได้ถวายเครื่องสัตวบูชาแก่รูปนั้น และมีใจปีติยินดีในบรรดางานแห่งมือของพวกเขาเอง

7:41 And they made a calf in those days, and offered sacrifice unto the idol, and rejoiced in the works of their own hands.

7:42 แต่พระเจ้าทรงหันพระพักตร์ไปเสียและปล่อยให้พวกเขานมัสการบริวารแห่งฟ้าสวรรค์ ตามที่มีเขียนไว้ในหนังสือของพวกศาสดาพยากรณ์ว่า ‘โอ วงศ์วานแห่งอิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้าได้ฆ่าสัตว์บูชาเราและถวายเครื่องบูชาให้แก่เราในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปีหรือ

7:42 Then God turned, and gave them up to worship the host of heaven; as it is written in the book of the prophets, O ye house of Israel, have ye offered to me slain beasts and sacrifices by the space of forty years in the wilderness?

7:43 ใช้แล้ว เจ้าทั้งหลายได้หามพลับพลาของพระโมเลค และได้เอาดาวแห่งพระของพวกเจ้า คือเรฟาน บรรดารูปเคารพที่พวกเจ้าได้กระทำไว้เพื่อนมัสการพวกมัน และเราจะกวาดเจ้าทั้งหลายให้ไปอยู่พ้นเมืองบาบิโลน’

7:43 Yea, ye took up the tabernacle of Moloch, and the star of your god Remphan, figures which ye made to worship them: and I will carry you away beyond Babylon.

7:44 บรรพบุรุษของพวกเรามีพลับพลาแห่งพระโอวาทในถิ่นทุรกันดาร ตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ โดยตรัสกับโมเสสว่า ท่านควรสร้างพลับพลานั้นตามแบบอย่างที่ท่านได้เห็นแล้ว

7:44 Our fathers had the tabernacle of witness in the wilderness, as he had appointed, speaking unto Moses, that he should make it according to the fashion that he had seen.

7:45 ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเราที่มาภายหลังเช่นกัน พร้อมกับโยชูวาได้นำพลับพลานั้นเข้ามาเพื่อถือกรรมสิทธิ์ของพวกต่างชาติ ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงขับไล่ไปให้พ้นหน้าบรรพบุรุษของพวกเรา พลับพลานั้นก็มีสืบมาจนถึงสมัยของดาวิด

7:45 Which also our fathers that came after brought in with Jesus into the possession of the Gentiles, whom God drave out before the face of our fathers, unto the days of David;

7:46 ผู้ซึ่งมีความชอบต่อพระพักตร์พระเจ้า และปรารถนาที่จะหาพระนิเวศน์สำหรับพระเจ้าของยาโคบ

7:46 Who found favour before God, and desired to find a tabernacle for the God of Jacob.

7:47 แต่ซาโลมอนได้สร้างพระนิเวศน์หลังหนึ่งสำหรับพระองค์

7:47 But Solomon built him an house.

7:48 ถึงกระนั้นก็ดี องค์ผู้สูงสุดไม่ประทับในวิหารทั้งหลายที่ได้กระทำไว้ด้วยมือมนุษย์ ตามที่ศาสดาพยากรณ์กล่าวไว้ว่า

7:48 Howbeit the most High dwelleth not in temples made with hands; as saith the prophet,

7:49 ‘สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา และแผ่นดินโลกเป็นแท่นรองเท้าของเรา พวกเจ้าจะสร้างนิเวศน์อะไรสำหรับเรา’ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส ‘หรือที่พำนักของเราอยู่ที่ไหน

7:49 Heaven is my throne, and earth is my footstool: what house will ye build me? saith the Lord: or what is the place of my rest?

7:50 มือของเราได้กระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น มิใช่หรือ’

7:50 Hath not my hand made all these things?

7:51 ท่านทั้งหลาย คนดื้อรั้นคอแข็ง และไม่เข้าสุหนัตในใจและหูเอ๋ย ท่านทั้งหลายต่อต้านพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ บรรพบุรุษของพวกท่านทำอย่างไร พวกท่านก็ทำอย่างนั้น

7:51 Ye stiffnecked and uncircumcised in heart and ears, ye do always resist the Holy Ghost: as your fathers did, so do ye.

7:52 มีใครบ้างในพวกศาสดาพยากรณ์ซึ่งบรรพบุรุษของพวกท่านมิได้ข่มเหง และพวกเขาได้ฆ่าบรรดาคนซึ่งได้สำแดงล่วงหน้าถึงการเสด็จมาขององค์ผู้ชอบธรรม ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายบัดนี้ได้เป็นพวกผู้ทรยศและฆาตกร

7:52 Which of the prophets have not your fathers persecuted? and they have slain them which shewed before of the coming of the Just One; of whom ye have been now the betrayers and murderers:

7:53 ผู้ซึ่งได้รับพระราชบัญญัติโดยการจัดการของเหล่าทูตสวรรค์ และไม่ได้รักษาพระราชบัญญัตินั้นไว้”

7:53 Who have received the law by the disposition of angels, and have not kept it.

พวกเขาได้เอาหินขว้างสเทเฟน
7:54 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็รู้สึกแทงใจ และพวกเขาได้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของพวกเขาเข้าใส่สเทเฟน

The Stoning of Stephen
7:54 When they heard these things, they were cut to the heart, and they gnashed on him with their teeth.

7:55 แต่ท่านซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เขม้นดูสวรรค์ และเห็นสง่าราศีของพระเจ้า และพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

7:55 But he, being full of the Holy Ghost, looked up stedfastly into heaven, and saw the glory of God, and Jesus standing on the right hand of God,

7:56 และกล่าวว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าทั้งหลายแหวกออกเป็นช่อง และบุตรมนุษย์ยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”

7:56 And said, Behold, I see the heavens opened, and the Son of man standing on the right hand of God.

7:57 แล้วพวกเขาร้องออกมาด้วยเสียงดัง และอุดหูของตน และวิ่งเข้าใส่ท่านอย่างพร้อมเพรียง

7:57 Then they cried out with a loud voice, and stopped their ears, and ran upon him with one accord,

7:58 และขับไล่ท่านออกจากกรุง และเอาหินขว้างท่าน และพวกพยานได้วางเสื้อผ้าของตนไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งชื่อของเขาคือเซาโล

7:58 And cast him out of the city, and stoned him: and the witnesses laid down their clothes at a young man's feet, whose name was Saul.

7:59 และพวกเขาเอาหินขว้างสเทเฟนที่ร้องทูลต่อพระเจ้า และกล่าวว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอโปรดรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้”

7:59 And they stoned Stephen, calling upon God, and saying, Lord Jesus, receive my spirit.

7:60 และท่านก็คุกเข่าลง และร้องด้วยเสียงอันดังว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอโปรดอย่าทรงถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้เลย” และเมื่อท่านได้กล่าวเช่นนี้แล้ว ท่านก็ล่วงหลับไป

7:60 And he kneeled down, and cried with a loud voice, Lord, lay not this sin to their charge. And when he had said this, he fell asleep.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope